คำพิพากษาคดีอากง sms / Judgement of Uncle SMS case

(Please scroll down for English Version)

 

ความคืบหน้าล่าสุด: ศาลอาญาพิพากษาอากง sms มีความผิดหมิ่นสถาบันฯ จำคุก 20 ปี

ศาลเทเลคอนเฟอร์เรนซ์อ่านคำพิพากษานายอำพล ฐานส่ง SMS หมิ่นฯ 4 ครั้ง ผิดตาม ปอ.มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) และ (3) ลงโทษกรรมละ 5 ปีรวมจำคุก 20 ปี ชี้หลักฐานอิเล็กทรอนิคส์น่าเชื่อว่าส่งจากเครื่องโทรศัพท์ที่จำเลยใช้ และจากย่านที่พักของจำเลย

23 พ.ย. 54 จากเหตุน้ำท่วมทำให้เรือนจำไม่สามารถเบิกตัวนายอำพล (สงวนนามสกุล) จำเลยคดีส่ง sms หมิ่นไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ มาฟังคำพิพากษาหน้าบัลลังก์ได้ ศาลอาญาจึงอ่านคำพิพากษาทางไกลผ่านระบบเทเลคอนเฟอร์เรนซ์แทน ภรรยาของนายอำพล ลูกหลาน และผู้ร่วมให้กำลังใจราว 30 คนได้รับอนุญาตให้เข้าฟังคำพิพากษาด้วย

ผู้พิพากษา ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ขึ้นบังลังค์เวลา 10:25 น. ที่ห้องเวรชี้ ชั้นล่างของศาลอาญา

ศาลพิพากษาว่า ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่โจทก์ได้จาก DTAC และ TRUE นั้นเป็นหลักฐานที่ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องจัดเก็บโดยระบบคอมพิวเตอร์ตามที่กฎหมายกำหนด หากผู้ให้บริการจัดเก็บไม่ถูกต้องลูกค้าย่อมไม่เชื่อถือ อาจเสียประโยชน์ทางธุรกิจได้ ดังนั้นจึงถือว่าหลักฐานข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่ได้รับถือเป็นเอกสารที่น่าเชื่อถือ

สำหรับประเด็นสำคัญในคดีที่จำเลยตั้งประเด็นว่า หมายเลขอีมี่ หรือรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์อาจถูกปลอมแปลงได้ แต่จำเลยไม่สามารถหาตัวผู้เชี่ยวชาญมายืนยันได้ ส่วนประเด็นที่ว่า เอกสารในสำนวนฟ้องที่หมายเลขอีมี่หลักที่ 15 ไม่ตรงกับหมายเลขอีมี่ในเครื่องโทรศัพท์ คือในเอกสารบางจุดแสดงว่าเป็นเลข 0 บางจุดแสดงว่าเป็นเลข 2000 ขณะที่ในเครื่องโทรศัพท์จริงๆ เป็นเลข 6  ศาลวิเคราะห์ว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ ตามที่พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา จากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวและได้พิสูจน์ด้วยการใช้เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบเลขอีมี่แสดงให้เห็นในศาลแล้วว่า เมื่อพิมพ์รหัส 14 หลักแรกตามด้วยรหัสสุดท้ายหมายเลข 6 เท่านั้นจึงปรากฏข้อมูลว่าเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อโมโตโรล่า แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเลข 0-5 และ 7-9 ทั้งที่ควรปรากฏว่าเป็นเครื่องรุ่นอื่นแต่จากการทดสอบแล้วไม่ปรากฏว่าเป็นรุ่นใดเลย จึงยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่าหมายเลข 14 หลักแรกเท่านั้นที่ใช้ในการระบุตัว ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

นอกจากนี้ เนื่องจากหมายเลขอีมี่ในคดีนี้ตรงกับหมายเลขอีมี่ของโทรศัพท์ยี่ห้อโมโตโรล่าที่นายอำพลใช้ และรับว่าใช้อยู่ผู้เดียว จึงยากที่จะมีผู้อื่นนำไปใช้ได้ และพบว่ามีการใช้โทรศัพท์เครื่องนี้กับซิมการ์ดสองเลขหมาย ซึ่งจากหลักฐานชี้ชัดว่า ซิมการ์ดทั้งสองหมายเลขถูกใช้ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่เคยถูกใช้งานในเวลาที่ซ้ำกัน จึงเชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดได้นำซิมการ์ดมาสลับใช้อย่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งสมมติฐานไว้ นอกจากนี้ข้อมูลการจราจรยังระบุว่าข้อความถูกส่งโดยเซลไซต์ จากย่านที่จำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย
     
การที่จำเลยอ้างว่า โทรศัพท์มือถือของจำเลยเสียจึงนำไปซ่อมที่ร้านค้าในห้างอิมพีเรียลสำโรง ศาลเห็นว่าจำเลยให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน กล่าวคือ แจ้งในชั้นจับกุมว่าโทรศัพท์มือถือเคยเสียและนำไปซ่อมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 แต่แจ้งในศาลว่านำไปซ่อมเมื่อเดือนเมษายน 2553 อีกทั้งยังจำร้านที่นำโทรศัพท์ไปซ่อมไม่ได้ ทั้งที่การนำไปซ่อมต้องไปที่ร้านถึงสองครั้งคือตอนนำไปซ่อม และไปรับคืน จึงถือว่าข้อมูลส่วนนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ

ศาลเห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า ส่งSMS ไม่เป็น และไม่รู้จักเบอร์โทรศัพท์ของนายสมเกียรตินั้น มีแต่จำเลยเท่านั้นที่รู้เห็น เป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง

แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุาการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน

ศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นเวลา 10.43 น. รวมระยะเวลา 18 นาที พิพากษาให้จำเลยมีความผิดจำคุกทั้งสิ้น 20 ปี

เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ซึ่งนั่งอยู่กับนายอำพลที่เรือนจำในห้องฟังคำพิพากษาได้กล่าวผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์ถามว่าคำพิพากษาว่าอย่างไร เพราะตลอดการฟังคำพิพากษาได้ยินเสียงไม่ชัด เจ้าหน้าที่ศาลจึงแจ้งอย่างสั้นๆ ไปว่า ลุงติดคุก 20 ปี

 

#######

รายละเอียดคดี

ชื่อคดี : คดี "ลุง sms"
โจทก์ : พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย : อำพล (สงวนนามสกุล)
ข้อหา: มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(2), (3)
หมายเลขคดี : คดีหมายเลขดำที่ อ. 311/2554
ข้อมูลพื้นฐาน :
จำเลย ถูกกล่าวหาว่าใช้โทรศัพท์มือถือ หมายเลข 081-349-3615 ส่งข้อความอันอาจเป็นการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และหมิ่นประมาทใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทั้งหมด 4 ครั้งไปยังโทรศัพท์มือถือหมายเลขโทรศัพท์ 081-425-5599 ของนายสมเกียรติ  ครองวัฒนสุข  ขณะดำรงตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

3 สิงหาคม 2553 จำเลย วัย 61 ปี ถูกจับกุมในข้อหากระทำความผิดตามมาตรา 14 (2), (3) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข (คปค.) ฉบับที่ 41 โดยข้อความดังกล่าวมีลักษณะหยาบคาย เข้าข่ายจาบจ้วง ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

จำเลยให้การปฏิเสธ ตั้งแต่ชั้นจับกุม โดยกล่าวว่าไม่รู้จักวิธีการส่ง SMS และหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ส่งนั้นก็ไม่ใช่ของตน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าผู้ส่งข้อความหักซิมการ์ดทิ้งไปแล้ว จึงสืบเบาะแสจากหมายเลขประจำเครื่อง (IMEI)

จำเลยเคยประกอบ อาชีพขับรถส่งของ ปัจจุบันไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรแล้วเนื่องจากอายุมากและพูดไม่ถนัดหลังการ ผ่าตัดมะเร็งใต้ลิ้นตั้งแต่ปี 2550 ทุกวันนี้อาศัยอยู่กับภรรยาในห้องเช่าราคาเดือนละ 1,200 บาท ย่านสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และอยู่ได้ด้วยเงินที่ได้รับจากลูกๆ อีกเล็กน้อย แต่ละวันมีหน้าที่ต้องเลี้ยงหลาน 3-4 คน

หลังถูกจับกุมเมื่อ วันที่ 3 ส.ค.53 เขาถูกคุมตัวในเรือนจำนวน 63 วัน และได้ประกันตัวเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 หลังจากนั้น ในวันที่ 18 ม.ค. 54 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดี จำเลยจึงต้องถูกควบคุมตัวอีกครั้ง ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระทำความผิดตามฟ้องกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและ ความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง คดีอยู่ในชั้นพิจารณา หากผลการพิจารณาสืบพยานมีหลักฐานมั่นคงจำเลยอาจหลบหนี ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข ผู้กล่าวหาในคดีนี้ ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี แจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมความผิดทางเทคโนโลยี หลังจากได้รับ SMS จากเบอร์โทรศัพท์หมายเลข 0813493615 ที่ส่งมายังเครื่องของตนในวันที่ 9, 11, 12, 22 พ.ค. 2553 รวมจำนวน 4 ข้อความ

นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เป็นเลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 54 มติคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่าย การเมือง

หลังการแจ้งข้อกล่าวหา กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยียื่นขอคำสั่งศาล ให้ออกหมายจับศาลอาญา รัชดา ที่ 1659 /2553 ลงวันที่ 29 ก.ค.53 ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตาม ป.อาญา มาตรา 112 มีโทษจำคุก 3-15 ปี

3 สิงหาคม 2553 เวลา 7.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ 15 นาย นำโดย พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รรท.ผบก.ป. พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผกก.1 บก.ป. และ พ.ต.ท.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน สว.กก.1 บก.ป. พร้อมด้วยสื่อมวลชน เข้าจับกุม นายอำพล ที่ห้องเช่าไม่มีเลขที่ในย่ายสำโรง จ.สมุทรปราการ พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโมโตโรล่า 2 เครื่อง และยี่ห้อเทเลวิซ อีก 1 เครื่อง ซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า

จำเลยปฏิเสธข้อหา ตั้งแต่ชั้นจับกุม โดยกล่าวว่าไม่รู้จักวิธีการส่งข้อความสั้นบนโทรศัพท์มือถือ ไม่เคยส่งเอสเอ็มเอสเลย เพราะส่งไม่เป็น มีโทรศัพท์ไว้สำหรับโทรออกอย่างเดียว และเขากล่าวด้วยว่าเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ส่ง SMS นั้นไม่ใช่เบอร์ของเขา และโทรศัพท์เครื่องที่จำเลยใช้งานอยู่นั้นเคยเป็นของลูกเขย ซึ่งให้เขาเอามาใช้อีกทีหนึ่ง

พล.ต.ท.ไถง กล่าวผ่านหนังสือพิมพ์มติชนว่า ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งข้อความตามที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับว่า โทรศัพท์ทั้งหมดเป็นของตนจริง แต่ได้เลิกใช้ไปนานแล้ว ทั้งนี้ผู้ต้องหาไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง จึงไม่เชื่อว่าจะทราบเบอร์โทรศัพท์มือถือของบุคคลสำคัญของประเทศและส่ง ข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ จึงเชื่อว่าจะมีผู้สนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลัง และยังเชื่อว่าจำเลยเป็นฮาร์ดคอร์กลุ่มคนเสื้อแดง จ.สมุทรปราการ ที่ กอ.รมน. ขึ้นบัญชีดำไว้ด้วย

จำเลยถูกจับกุมโดยไม่ได้รับการประกันตัวเป็นเวลา 63 วัน จากนั้นในวันที่ 29 ก.ย.53 ทนายความยื่นประกันตัวครั้งที่สอง โดยใช้ที่ดินของญาติเป็นหลักทรัพย์ และเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า หลักประกันน่าเชื่อถือได้ว่าจำเลยจะไม่หลบหนี

18 ม.ค. 54 อัยการมีคำสั่งฟ้องนายอำพลเป็นจำเลยในคดีที่มีการส่งข้อความหมิ่นเบื้องสูง ไปยังนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญ มีความผิดตามมาตรา 14 (2),(3) ตามพ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวตเตอร์ฯ และมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา

หลังมีคำสั่งฟ้อง ทนายความยื่นขอประกันตัวอีกครั้งโดยใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักทรัพย์ คำร้องของทนายความส่วนหนึ่งระบุว่า ผู้ร้องไม่มีพฤติการณ์ในการหลบหนีใดๆ เลย เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเพียงชายสูงอายุธรรมดาอาศัยอยู่กับภรรยา ลูกสะใภ้ และหลาน 3 คนในห้องเช่าในจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้องไม่ได้ประกอบอาชีพใดๆ เพราะอายุมากแล้ว ผู้ร้องยังชีพด้วยเงินที่บุตรของผู้ร้องส่งให้เดือนละประมาณ 3,000 บาท และใช้สิทธิการรักษาตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นอกจากนี้ผู้ร้องยังเป็นโรคมะเร็งช่องปากซึ่งต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางที่ โรงพยาบาลราชวิถีอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ก่อนถูกจับกุมหากผู้ร้องมีหน้าที่รับส่งหลานๆไปยังโรงเรียน หากออกไปทำธุระนอกบ้านผู้ร้องก็ต้องกลับมาอาศัยที่บ้านเสมอ และในขณะจับกุมผู้ร้องซึ่งมีอายุ 60 ปี ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 15 นายพร้อมกับสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ผู้ร้องและบุคคลในครอบครัวผู้ร้องยังมีอาการตระหนกตกใจ และผู้ร้องก็ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีหรือขัดขืนการจับกุมใดๆ ทั้งนี้เมื่อผู้ร้องได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นสอบสวนผู้ร้องก็มา รายงานตัวต่อศาลอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพนักงานอัยการนัดหมายมาฟ้องคดีผู้ร้องก็รีบเตรียมเอกสารและหาหลัก ประกันโดยเร็วให้ทันนัดหมายของพนักงานอัยการเพื่อไม่ให้เนิ่นช้าออกไป ด้วยเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องไม่เคยมี พฤติการณ์ใดๆและไม่มีความสามารถซึ่งจะทำให้ศาลอาญาเกรงว่าผู้ร้องจะหลบหนี ได้

คำร้องของทนายความยังอ้างว่า การควบคุมตัวผู้ร้องระหว่างการพิจารณาจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในชีวิตและ ร่างกายโดยตรงของผู้ร้องและไม่เป็นประโยชน์ใดๆต่อการพิจารณาคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องมีปัญหาทางสุขภาพ มีโรคร้ายประจำตัว และผู้ร้องซึ่งยังไม่ได้ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดจึงมีสิทธิใน การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 39 วรรคสอง วรรคสาม มาตรา 40(7)

ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยให้เหตุผลว่า พิเคราะห์ความหนักเบาของข้อหา ตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินีและองค์รัชทายาท นับเป็นเรื่องร้ายแรงและกระทบความรู้สึกของปวงชนชาวไทย หากให้จำเลยปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จึงยกคำร้อง
  
จำเลยถูกควบคุมตัวจนปัจจุบัน ระหว่างช่วงเวลาที่ถูกจับกุม ทนายความยื่นเรื่องขอประกันตัวอีกหลายครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาต
 
6 ตุลาคม 2554 หลังการสืบพยานทุกปากเสร็จเรียบร้อย ทนายความยื่นขอประกันตัวอีกครั้ง ด้วยหลักทรัพย์เป็นที่ดินของญาติจำเลย ที่ศาลอาญารัชดา แต่ศาลไม่ให้ประกันเนื่องจาก ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
 
ระหว่างการพิจารณาคดี ศาลได้นัดหมายให้ทำการสืบพยานโจทก์ และสืบพยานจำเลย ดังนี้
 
23 กันยายน 2554 (สืบพยานโจทก์ ศาลอาญา ห้อง 801)
27 กันยายน 2554 (สืบพยานโจทก์ ศาลอาญา ห้อง 801)
28 กันยายน 2554 (สืบพยานโจทก์ ศาลอาญา ห้อง 801)
30 กันยายน 2554 (สืบพยานจำเลย ศาลอาญา ห้อง 801)
 
 
บันทึกสังเกตการณ์การสืบพยาน
 

พยานโจทก์ปากที่หนึ่ง  นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข ผู้กล่าวโทษ

วันที่ 23 กันยายน 2554 (วันแรก)

ผู้พิพากษา ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ขึ้นบังลังค์เวลา 10.00 น. 

สม เกียรติเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ ตนดำรงตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 19 พ. ค. 2553 เวลาประมาณ 12.13 น. มีข้อความขนาดสั้นส่งมาที่มือถือหมายเลข 0814255599 ของตน เป็นข้อความที่มีลักษณะหยาบคาย กล่าวถึง พระราชินี พยานได้ถ่ายภาพหน้าจอมือถือเก็บไว้เป็นหลักฐาน โดยหมายเลขผู้ส่งขึ้นว่า +66813493615

สมเกียรติให้การต่อว่ามีข้อความจากหมายเลขโทรศัพท์ดัง กล่าวส่งมารวม 4 ครั้ง ทุกครั้งจะกล่าวถึงในหลวงและราชินีด้วยถ้อยคำหยาบคาย อาฆาตมาดร้าย ซึ่งตนได้ถ่ายภาพหน้าจอไว้ทุกครั้ง

ต่อมาได้แจ้งความ ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยมอบหลักฐานภาพถ่ายหน้าจอมือถือ ขณะที่แจ้งนั้น ยังไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของหมายเลขผู้ส่ง ต่อมาได้ทราบว่า ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ และทราบชื่อว่าเป็นจำเลย(กล่าวชื่อจำเลย) ทั้งนี้ ตนไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อน

พยานตอบคำถามทนายจำเลยถามค้าน ได้ความว่าหมายเลขโทรศัพท์ของนายสมเกียรติเปิดใช้บริการเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งหมายเลขนี้ใช้ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว เป็นที่แพร่หลายค่อนข้างมาก เพราะต้องแสดงหมายเลขไว้ให้สำหรับติดต่อกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อร้องทุกข์ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงหมายเลขดังกล่าวได้ พบว่าที่ผ่านมามีคนโทรเข้ามาร้องทุกข์เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะได้รับข้อความ สมเกียรติไม่เคยเห็นหมายเลข +66813493615 และไม่เคยได้รับการติดต่อจากหมายเลขนี้
ผู้พิพากษาเห็นว่า คำถามของทนายจำเลยไม่เป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงไม่มีการบันทึกคำให้การดังกล่าว

ทนายความ จำเลยถามต่อ ได้ความว่า สมเกียรติเริ่มดำเนินการแจ้งความเมื่อมีการส่งมาทั้งสิ้น 4 ครั้ง และได้ไปให้การต่อเจ้าหน้าที่วันที่ 28 มิถุนายน 2553 ศาลบันทึกให้เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

เสร็จสิ้นการสืบพยานปากนี้เวลา 10.15 น. รวมระยะเวลาสืบทั้งสิ้น 15 นาที มีผู้สังเกตการณ์ราว 20 คน ประกอบด้วยเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของจำเลยร่วมอยู่ด้วย 5-6 คน อายุตั้งแต่ 5-11 ปี สื่อมวลชนและผู้มาให้กำลังใจ


พยานโจทก์ปากที่สอง ร.ต.อ. ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย เจ้าหน้าที่สืบสวนและร่วมจับกุมจำเลย

วันที่ทำการสืบพยาน 23 กันยายน 2554 (วันแรก)

หลังสิ้นสุดการสืบนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุขแล้ว ร.ต.อ. ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ขึ้นให้การเป็นพยานโจทก์ปากที่สองเมื่อเวลา 10.30 น. มีผู้พิพากษาภัทรวรรณ ทรงกำพลเพิ่มมาเป็นองคณะร่วมกับผู้พิพากษาชนาธิป เหมือนพะวงศ์ที่ขึ้นบัลลังก์อยู่ก่อนแล้ว 

ร.ต.อ. ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ ตนเป็นรองสารวัตรประจำกองบังคับการปราบปรามและเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนจับกุม ผู้กระทำความผิด โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ตนได้รับคำสั่งจาก พ.ต.ท. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ให้สอบสวนคดีที่มีผู้ส่งข้อความขนาดสั้น (sms) ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเข้ามือถือของเลขานุการนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ร.ต.อ. ศักดิ์ชัยกล่าวว่าตนจำชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ไม่ได้แล้ว อัยการจึงถามว่าหมายเลขนั้นลงท้ายด้วย -3615 ใช่หรือไม่ เขาจึงตอบว่าจำได้ลางๆ ว่า ใช่

เบิกความต่อว่าตนทราบว่าข้อความนั้น เป็นข้อความหมิ่นฯ จากคำสั่งที่ได้รับมา แต่ไม่ได้เห็นข้อความ ตนทราบว่ามีการส่งข้อความมาที่เบอร์ -5599 ของนายสมเกียรติหลายครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม

หลังได้รับคำสั่ง จึงทำการสืบสวนโดยขอข้อมูลจากบริษัท โทเทิล แอคเซส คอมมิวนิเคชั่น (DTAC) จากนั้นได้รับข้อมูลตอบกลับมาว่า หมายเลขที่ใช้ส่งข้อความนั้นระงับการใช้งานไปแล้ว ไม่มีการใช้งานในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ ตนไม่ทราบว่าหมายเลขดังกล่าวใช้งานด้วยระบบเติมเงินหรือจ่ายรายเดือน

นอกจาก นั้นตนยังเป็นคนตรวจสอบหาเลขอีมี่ พบว่าหมายเลขโทรศัพท์นั้นใช้งานกับเครื่องโทรศัพท์ที่มีหมายเลข IMEI  358906000230110 โดยส่งsms จากบริเวณวัดด่านสำโรง ตามเอกสารข้อมูลการใช้โทรศัพท์ พบว่ามีการส่งต่อเนื่องและมีการหยุดใช้งานไปเหมือนมีการถอดซิมการ์ดออก ตนจึงได้รายงานไปที่ พ.ต.ท. ธีรเดช และ พ.ต.ท. ธีรเดช ได้ส่งเรื่องไปที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อให้ทำการแขวนอีมี่ ซึ่งหมายถึง การนำเลข IMEI ไปตรวจสอบดูว่า ปัจจุบันหมายเลข IMEI ดังกล่าวใช้งานกับหมายเลขโทรศัพท์หมายเลขใดอีกบ้าง จึงทราบว่า หมายเลข IMEI ดังกล่าวใช้กับหมายเลขที่ลงท้ายด้วย -4627 ของระบบทรู

ร.ต.อ. ศักดิ์ชัย ให้การต่อว่า หลังจากนั้น พ.ต.ท. ธีรเดช จึงประสานงานไปที่บริษัททรูอีกครั้งเพื่อตรวจสอบการใช้งานของหมายเลข -4627 ทั้งหมด เมื่อได้เอกสารมา ก็วิเคราะห์ข้อมูลและพบว่า ทั้งหมายเลข -3615 และ -4627 มีพื้นที่ใช้งานใกล้เคียงกัน โดยได้พบว่าหมายเลข -4627 มีการจดทะเบียนโดยใช้ชื่อชายคนหนึ่งซึ่งเป็นสามีของนางกรวรรณ บุตรสาวของจำเลย

ต่อจากนั้นตนจึงสืบหาว่าหมายเลขโทรศัพท์ -4627 ใช้ติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ใดบ้าง พบว่ามีการติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ของนางสาวปิยมาศ และนางกรวรรณบุตรของจำเลยเป็นประจำ จึงเชิญนางกรวรรณมาสอบปากคำ และได้รับการยืนยันว่า หมายเลข -4627 เป็นของจำเลย บ้านของจำเลยอยู่ในซอยวัดด่านสำโรง 2 และเมื่อพบว่าเลข IMEI ตรงกับเครืองที่ใช้ส่งข้อความสั้นด้วยหมายเลข -3615 จึงเข้าใจว่าเป็นเครื่องเดียวกัน จึงไปตรวจสอบที่บ้านและพบจำเลยอยู่ที่นั่น

ร.ต.อ.ศักดิ์ชัยให้การต่อว่า บ้านของจำเลยเป็นบ้านเช่า และนางกรวรรณได้ให้ปากคำว่า จำเลยพักอยู่กับนางสาวปิยมาศ บุตรสาวอีกคนหนึ่ง 

ต่อ มามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และขอหมายจับจากศาล และตนเป็นผู้ร่วมจับกุมด้วย โดยในขณะที่จับกุมนั้น ตำรวจเข้าตรวจยึดของกลางได้ 5 ชิ้น มีโทรศัพท์ยี่ห้อ Motorola ที่มีเลข IMEI ตรงกับที่ตรวจสอบ และจำเลยบอกว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนั้น

แจ้ง เพิ่มเติมในศาลด้วยว่า จำเลยกล่าวในชั้นจับกุมว่า ก่อนหน้านี้โทรศัพท์มือถือเสียและได้เอาไปซ่อมที่อิมพีเรียล สำโรงในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553

ร.ต.อ.ศักดิ์ชัยตอบคำถามทนายจำเลยถามค้าน ได้ความว่า ระยะทางระหว่างอิมพีเรียล สำโรง กับบ้านจำเลย อยู่ห่างกันราว 4 กิโลเมตร

มี คำถามจากทนายความจำเลยอีกสี่ถึงห้าคำถามซึ่งศาลไม่อนุญาตถามเนื่องจากเห็น ว่าไม่เป็นประเด็นและไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ได้แก่ ในวันจับกุม หมายเลข -4627 ไม่ได้อยู่ในเครื่องของกลาง แต่อยู่ในเครื่องของภรรยาจำเลยใช่หรือไม่, ตามเอกสาร จ. 6 แผ่นที่ 10 ที่บอกว่ามีการส่งตรวจหมายเลข -4627 ปรากฏหรือไม่ว่าหมายเลข -4627 ส่ง sms ไปถึงโจทก์, ตามเอกสาร จ.6 ปรากฏคำว่า GSM on net เป็นไปได้หรือไม่ว่าสามารถส่ง sms ทางอินเทอร์เน็ทได้, ตามเอกสาร จ.5 ปรากฏว่าหมายเลข 3615 ใช้เฉพาะการส่ง sms แล้วได้ทำการสืบสวนหรือไม่ว่ามีการส่ง sms ไปยังหมายเลขใดบ้าง

อย่างไร ก็ตามในตอนท้ายศาลได้บันทึกคำให้การที่ทนายถามถึงตัวเลข IMEI ที่พบในเอกสารตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์ว่าตัวเลขหลักสุดท้าย หรือ หลักที่ 15 ที่ระบุในพยานเอกสารของโจทก์ไม่ตรงกัน คือ ตามเอกสารหมาย จ. 8,10,11 ปรากฏเลขท้ายอีมี่เป็น 6 ส่วนในเอกสาร จ. 5,6 ปรากฏเป็น 0 ซึ่ง ร.ต.อ. ศักดิ์ชัยไม่ทราบว่าเลขอีมี่สามารถนำมาคำนวณได้

จากนั้นอัยการถามติง เรื่องตัวเลข IMEI ร.ต.อ.ศักดิ์ชัยให้การว่า ได้แจ้งผู้บังคับบัญชาแล้วว่า ตัวเลข IMEI มีตัวเลขหลักสุดท้ายไม่ตรงกัน อัยการถามอีกว่า ทางบริษัทตอบกลับมาเรื่องเลขอีมี่โดยบอกว่าให้ดูเฉพาะตัวก่อนตัวสุดท้ายใช่ หรือไม่ ร.ต.อ.ศักดิ์ชัยตอบว่า ใช่

เสร็จสิ้นการสืบพยานปากนี้เวลาประมาณ 12.30 น. รวมระยะเวลาทั้งสิ้นราว 2 ชั่วโมง

 

พยานโจทก์ปากที่สาม  นายชุมพล พูลเกษม ผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย บริษัทดีแทค

วันที่สืบพยาน 27 กันยายน 2554

ผู้พิพากษาชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาอนุกูล นาคเรืองศรี และผู้พิพากษาภัทรวรรณ ทรงกำพล ขึ้นบัลลังก์เวลา 10.00 น.

ชุม พลเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุตนเป็นผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของบริษัทโทเทิล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.)ได้ร้องขอมายังตนเพื่อดูการใช้งานโทรศัพท์ใน ช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ของหมายเลขที่ลงท้ายด้วย -3615 ตนจึงเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในบริษัทมาตรวจสอบ หลังจากนั้นจึงมีการพิมพ์ข้อมูลออกจากคอมพิวเตอร์แล้วทำเป็นเอกสารหนังสือ ส่งไปยังผู้ร้องขอดังกล่าว

ชุมพลกล่าวว่า ได้ตรวจสอบดูแล้วพบว่าหมายเลขดังกล่าวมีการติดต่อทาง sms กับหมายเลข -5599 ในวันที่ 9,11,12,15 และ 22 พฤษภาคม 2553 แต่ไม่ทราบว่าข้อความเป็นอย่างไร

ต่อ มาในเดือนกรกฎาคม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาขอตรวจสอบหมายเลขอีมี่ (IMEI) ที่ใช้ร่วมกับหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าว เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นหมายเลข 358906000230110 จากนั้นตนจึงได้รับการติดต่อมาให้การในคดีนี้

ชุมพลให้การต่อว่า หมายเลข -3615 ใช้ระบบเติมเงินของดีแทค

จาก นั้นทนายจำเลยถามค้าน ชุมพลให้การว่า ครั้งแรกที่ส่งหนังสือถึงตำรวจได้ส่งเฉพาะรายการการใช้โทรศัพท์เท่านั้น ยังไม่มีการแจ้งหมายเลขอีมี่ แต่มีหนังสือขอทราบหมายเลขอีมี่มาในภายหลังจึงได้ส่งข้อมูลกลับไป เมื่อทนายถามถึงความรู้เกี่ยวกับเลขอีมี่ต่อกรณี หากมีการนำเข้าเครื่องโทรศัพท์จากต่างประเทศมาใช้ซ้ำที่เมืองไทยจะกระทำการ เปลี่ยนแปลงเลขอีมี่ได้ ชุมพลให้การว่า ตนไม่ทราบ

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเลขอีมี่นั้น ศาลไม่บันทึกลงในสำนวนการพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าไม่เป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

การสืบพยานปากนี้ สิ้นสุดเวลา 10.50 น.


พยานโจทก์ปากที่สี่ นายธรรมนูญ อิ่มทั่ว เจ้าหน้าที่ธุรการบริษัทดีแทค ผู้ตรวจสอบการใช้งานหมายเลข -3615

วันที่ทำการสืบพยาน 27 กันยายน 2554

หลัง การสืบพยานปากนายชุมพลเสร็จสิ้น นายธรรมนูญ อิ่มทั่ว เจ้าหน้าที่ธุรการบริษัทดีแทค วัย 36 ปี ขึ้นให้ปากคำเวลา 10.55 น. โดยผู้พิพากษาทั้งสามคน คือ ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ อนุกูล นาคเรืองศรี และภัทรวรรณ ทรงกำพล นั่งบนบัลลังก์ครบองค์คณะ

ธรรมนูญเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุตนเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการของบริษัทดีแทค ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์ไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ โดยตนได้รับหนังสือจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.) ให้ตรวจข้อมูลการใช้งานในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ของหมายเลข -3615 จากนั้นตนได้ร่างหนังสือเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลการใช้งานของหมายเลขดังกล่าว ให้นายชุมพล พูลเกษม ลงลายเซ็นต์ด้วย

ธรรมนูญกล่าวว่า ไม่มีการตรวจสอบหมายเลขอีมี่ในครั้งแรกที่ได้รับหนังสือจากปอท. แต่ครั้งต่อมาเมื่อมีหนังสือมาอีกจึงมีการตรวจสอบ

ธรรมนูญให้การว่า ตัวเลขหลักสุดท้ายของอีมี่ไม่มีความสำคัญ เพราะทางบริษัทดีแทคจะใส่เลข 0 ไว้อยู่แล้ว

จาก นั้นทนายจำเลยถามค้าน ได้ความว่า ธรรมนูญรับมอบหมายงานจากนายชุมพล พูลเกษม และเลขอีมี่มีความสำคัญคือเป็นเลขที่ระบุว่าโทรศัพท์เครื่องนั้นมาจากบริษัท ไหน รุ่นอะไร ซึ่งเกี่ยวกับเลขอีมี่นี้ ศาลไม่ทำการบันทึกเพราะเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นที่เป็นประโยชน์ นอกจากนั้นแล้วธรรมนูญยังให้การว่าเลขอีมี่ไม่สามารถทำการแก้ไขได้

เมื่อ ทนายจำเลยถามเกี่ยวกับเลข เช็ค ดิจิท (Check digit) ซึ่งเป็นเลขหลักสุดท้ายที่รับรองผลการคำนวณตามสูตรคำนวณเฉพาะของเลขอีมี่ 14 หลักแรก ธรรมนูญให้การว่า ไม่รู้จักเลขเช็ค ดิจิท ดังกล่าว

11.45 น. สิ้นสุดการสืบนายธรรมนูญ อิ่มทั่ว

 

พยานโจทก์ปากที่ห้า นายจักรพันธ์ จุมพลภักดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานราชการ บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น

วันที่ทำการสืบพยาน 27 กันยายน 2554

ผู้พิพากษาชนาธิป เหมือนพะวงศ์ เล็งเห็นว่าควรให้มีการสืบพยานโจทก์ต่อไปให้เสร็จสิ้นทั้งหมดสี่ปากภายในภาค เช้า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและเพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของจำเลยด้วย

11.50 น. จักรพันธ์วัย 47 ปี ขึ้นเบิกความต่อศาล ได้ความว่า ตนเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานราชการที่บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น หรือ truemove ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยตนได้รับมอบหมายจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ให้ตรวจสอบเกี่ยวกับข้อมูลการใช้งานของหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -4627 เมื่อตรวจแล้วพบว่าหมายเลขดังกล่าวเปิดใช้งานเมื่อ 7 มีนาคม 2551 แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ใช้

สิ่งที่ต้องตรวจสอบนั้นได้แก่ รายการการโทรเข้า-ออก เวลาโทร สถานที่ใช้งาน หมายเลขอีมี่ และสถานีที่ใช้ พบว่าหมายเลขอีมี่ เป็น 3589060002311x โดยเลขตัวหลังนี้บางครั้งพบว่าเป็น 0 บางครั้งพบว่าเป็น 2 ซึ่งสาเหตุนั้นเป็นเพราะในระบบฐานข้อมูลและการแสดงผลจะปรากฏเลขท้ายแสดงค่า ออกมาไม่ตรงกัน นอกจากนั้นจักรพันธ์ยังกล่าวว่า การแก้ไขเลขอีมี่สำหรับโทรศัพท์นำเข้าเพื่อให้มีเลขอีมี่กลางที่ใช้กับทุก เครื่องในระบบนั้นเป็นระบบเก่า ไม่มีการใช้แล้วในปัจจุบัน เพราะโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่ผลิตมาจะใช้ได้ทั่วโลก

ทนายจำเลยถามค้าน จักรพันธ์ให้การว่า เลขอีมี่สามารถทำการแก้ไขได้จากช่างซ่อมมือถือทั่วไป

จากนั้นอัยการถามติง จักรพันธ์ยืนยันว่าการตรวจสอบเลขอีมี่จะดูแค่ 14 หลักแรกเท่านั้น

สิ้นสุดการสืบนายจักรพันธ์ จุมพลภักดีเวลา 12.30 น.

 

พยาน โจทก์ปากที่หก พ.ต.อ. ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางเทคโนโลยี จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

วันที่ทำการสืบพยาน 27 กันยายน 2554

พ.ต.อ. ศิริพงษ์เบิกความต่อศาลว่า ตนเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับคดีนี้ เคยได้รับการอบรมหลักสูตรอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หลักสูตรการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ และขณะเกิดเหตุนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การ กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ และตนเป็นผู้ทำหนังสือสอบถามข้อมูลของหมายเลข -4627 ไปยังบริษัททรูด้วย

ในเดือนพฤษภาคม 2553 ตนได้รับคำสั่งจากผู้บังคับการให้สืบสวนกรณีที่มีคนส่งsms หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปที่หมายเลข -5599 ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เมื่อตรวจสอบพบว่าหมายเลขของผู้ส่งใช้งานเฉพาะการส่งข้อความเท่านั้น จึงสันนิษฐานว่า ผู้ส่งซื้อซิมการ์ดมาสำหรับใช้ส่ง sms โดยเฉพาะ

พ.ต.อ. ศิริพงษ์ให้การเกี่ยวกับเลขอีมี่ว่า หลักท้ายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในการตรวจสอบจะดูเฉพาะ 14 หลักแรก และเลขหลักท้ายไม่มีความหมาย ส่วนแต่ละหลักใน 14 หลักแรกของหมายเลขอีมี่นั้นมีความหมาย ดังนี้
6 หลักแรก หมายถึง รหัสประเทศ
2 หลักถัดมา หมายถึง บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์
6 หลักถัดไป หมายถึง ลำดับของเครื่องยี่ห้อนั้น

พ.ต.อ. ศิริพงษ์เบิกความต่อว่า เลขอีมี่ซ้ำกันไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยช่าง ซึ่งถ้าเปลี่ยนแล้วจะไปเปลี่ยนที่ฐานข้อมูลด้วย

ต่อ มาทนายจำเลยถามค้าน พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ให้การว่า ตนทราบว่ามีโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตที่ใช้สำหรับตรวจสอบเลขอีมี่ โดยใช้เพื่อตรวจดูว่า มีเลขอีมี่ใดอยู่ในสารบบหรือไม่ ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวไม่สามารถใช้ตรวจแบบละเอียดได้ นอกจากนั้นยังยืนยันว่า เลขหลักท้ายทางบริษัทต้องใส่เป็น 0 อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทนายจำเลยร้องขอให้ศาลอนุญาตให้เปิดโปรแกรมดังกล่าวเพื่อให้พยานทำการ พิสูจน์ โดยการตรวจสอบหมายเลขอีมี่โทรศัพท์ตามฟ้องผ่านเว็บไซต์ www.numberingplan.com จากนั้นมีการทดลองใช้โปรแกรมโดย พ.ต.อ. ศิริพงษ์ พบว่าหมายเลขอีมี่ที่ลงท้ายด้วย 6 ซึ่งเป็นหมายเลขอีมี่ของโทรศัพท์มือถือเครื่องที่จำเลยใช้ พบว่าสามารถตรวจสอบพบข้อมูลที่ถูกต้องได้ ส่วนหมายเลขอีมี่ที่ลงท้ายด้วย 0 ตามที่ปรากฏในพยานเอกสารของโจทก์ รวมทั้งเมื่อทดลองกับเลขตัวอื่นๆ พบว่าเว็บไซต์แสดงข้อมูลว่าหมายเลขดังกล่าวไม่มีอยู่ ซึ่งพ.ต.อ. ศิริพงษ์กล่าวยืนยันว่า ตอนที่ทำการแขวนหมายเลขอีมี่เพื่อทำการตรวจสอบนั้น ใช้เพียง 14 หลักแรกเท่านั้น

นอกจากนี้ พ.ต.อ. ศิริพงษ์ให้การว่า ตนไม่ทราบสูตรการคำนวณเฉพาะที่นำตัวเลขอีมี่ 14 หลักแรกมาคำนวนหาตัวเลขอีมี่หลักสุดท้าย ทนายความได้นำสืบสูตรคำนวนดังกล่าวและได้ลองนำหมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกตามพยานเอกสารของโจทก์มาคำนวนดูพบว่าตัวเลขหลักสุดท้ายต้องเป็นเลข 6 ไม่ใช่เลข 0 และระหว่างนั้นผู้พิพากษาได้ลองนำสูตรคำนวนดังกล่าวไปทดลองกับโทรศัพท์ มือถือของตนเองด้วย

สิ้นสุดการสืบพยานเวลา 13.45 น.

 

พยานโจทก์ปากที่เจ็ด พ.ต.ท. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ พนักงานสืบสวนในคดี


วันที่ทำการสืบพยาน วันที่ 28 กันยายน 2554

ผู้พิพากษาชนาธิป เหมือนพะวงศ์ และองค์คณะอีกสองท่านคือ ผู้พิพากษาอนุกูล นาคเรืองศรี และผู้พิพากษาภัทรวรรณ ทรงกำพล ขึ้นบังลังค์เมื่อเวลา 9.50 น.

พ.ต.ท. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ วัย 38 ปี เบิกความว่า ตนรับราชการอยู่ที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เป็นรองผู้กำกับการ ทำหน้าที่สืบสวนและจับกุมผู้กระทำความผิด และเป็นผู้ร่วมสืบสวนจับกุมในคดีนี้ ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาว่าให้สืบสวนดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

โดย ทราบข้อมูลว่ามีข้อความจากหมายเลข -3615 ส่งข้อความหมิ่นฯ ไปที่หมายเลข -5599 ซึ่งเป็นของเลขานุการนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงวันที่ 9-22 พ.ค. 2553 จึงทำการสืบสวนร่วมกับ พ.ต.อ. ศิริพงษ์ ติมุลา และ ร.ต.อ. ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย เมื่อได้ตรวจสอบหมายเลขจึงพบว่าหมายเลขผู้ส่งได้ปิดการใช้งานไปแล้ว จึงตรวจสอบจากหมายเลขอีมี่ โดยได้ส่งไปทำการแขวนอีมี่ พบว่าเลข IMEI 35890600023110 นั้นได้ใช้กับหมายเลขโทรศัพท์ -4627 ซึ่งเป็นระบบเติมเงิน

พ.ต.ท. ธีรเดช ให้การอีกว่า การตรวจสอบหมายเลขอีมี่จะดูแค่ 14 หลักเท่านั้น เลขตัวหลังมีค่าฟรี คือไม่มีความหมายอะไร

หลัง จากนั้นจึงอยากทราบว่าใครเป็นผู้ใช้งานหมายเลขดังกล่าวจึงได้ขอรายงานการใช้ โทรศัพท์ของหมายเลข -4627 จากบริษัททรู พบว่ามีการติดต่อกับหมายเลข -5928 อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสืบทราบภายหลังว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของนางกรวรรณ โชติพิชิตชัย จึงขอความร่วมมือกับนางกรวรรณโดยบอกว่า ต้องการสืบสวนเกี่ยวกับคดีอาญา และหมายเลข -4627 นี้เกี่ยวข้องกับคดีด้วย จากนั้นจึงนัดสอบปากคำนางกรวรรณที่กองกำกับการ 1 เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2553

สอบ ปากคำได้ความว่าหมายเลข -4627 เป็นของจำเลย ทั้งนี้ ในการสืบสวนมีการซักถามถึงประวัติส่วนตัวของนางกรวรรณด้วย เช่น มีพี่น้องทั้งหมดกี่คน

พ.ต.ท. ธีรเดช ให้การว่าหมายเลข -3615 กับ -4627 มีการใช้งานสลับกัน เมื่อสืบพบว่าที่อยู่อาศัยของจำเลยอยู่ใกล้กับเซลล์ไซต์ที่ใช้ส่งข้อความ จึงจัดทำรายงานการสืบสวน และมอบให้เจ้าพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขอ หมายจับจากศาลและรายงานผู้บังคับบัญชาว่าจะวางแผนการจับกุม ได้ออกหมายค้นและเข้าจับกุมตัวเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2553 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึง จำเลยอยู่ในบ้านซึ่งเป็นห้องเช่าเล็กๆ กับภรรยาและเด็กๆ

มีการจับกุมโดยแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และทำบันทึกรายงานการจับกุม ซึ่งจำเลยให้การว่า โทรศัพท์มือถือ Motorola สีขาว ซึ่งเป็นของกลางหมายเลขหนึ่งนั้น จำเลยใช้งานนานแล้วและใช้คนเดียว

ตอบ คำถามทนายจำเลยถามค้าน พ.ต.ท. ธีรเดช ให้การว่า ไม่ได้มีแนวทางพิเศษเกี่ยวกับการดำเนินคดีในช่วงที่มีความรุนแรงทางการเมือง นอกจากนั้นแล้วยังให้การว่า มีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับการสอบสวน 15 ปี
   
นอกจากนี้ พ.ต.ท. ธีรเดช ยังให้การว่า พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา เป็นผู้รวบรวมข้อมูลทั้งสิ้น อันได้แก่ ข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์ที่ได้จากบริษัทดีแทคและบริษัททรู ซึ่งเอกสารเหล่านั้นถูกมอบให้แก่ตน จากนั้นเมื่อตนได้ตรวจเอกสารแล้วจึงส่งให้ ร.ต.อ. ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย เจ้าหน้าที่สืบสวน

ให้การต่อว่า ในการตรวจสอบว่าการส่งข้อความสั้นนั้นส่งมาจากพื้นที่ใดไม่ได้ตรวจจากเฉพาะ เสาเซลล์ไซต์เท่านั้น แต่ตรวจจากเลข CI ที่ปรากฏในเอกสารรายงานการใช้โทรศัพท์ว่า CI 23672 ซึ่งเป็นเลขที่ระบุให้ทราบว่า มีการส่งข้อความจากบริเวณไหน โดยเลขซีไอดังกล่าวกินพื้นที่ซอยวัดด่านสำโรงตั้งแต่ซอย 14-36

ส่วน พื้นที่การใช้งานของระบบทรูนั้น ตรวจจากเครื่องตรวจคล้ายมือถือ โดย ร.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัยจากชุดสืบสวนเป็นผู้ตรวจ ไม่ได้อิงข้อมูลเรื่องเสาเซลล์ไซต์

เสร็จสิ้นการสืบพยานปากนี้ในเวลา 10.55 น. รวมเวลา 1 ชั่วโมง 5 นาที
 

พยานโจทก์ปากที่แปด พ.ต.ท. ณรงค์ แม้นเหมือน พนักงานสอบสวนในคดี

วันที่ทำการสืบพยาน วันที่ 28 กันยายน 2554

หลังการสืบปาก พ.ต.ท. ธีรเดช ธรรมสุธีร์สิ้นสุดลง การสืบพยานโจทก์ปากสุดท้ายคือ พ.ต.ท. ณรงค์ แม้นเหมือน เริ่มขึ้นในเวลา 11.00 น.

พ.ต.ท.ณรงค์ วัย 51 ปี เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุตนเป็นพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข ได้เข้ามาแจ้งความเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2553 ซึ่งแจ้งมาเป็นเอกสารภาพถ่ายหน้าจอมือถือ

เบิกความต่อว่า จากนั้นผู้บังคับการได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อสืบสวนสอบสวน โดยมอบหมายให้ตนเป็นผู้สืบหาพยานหลักฐาน จึงได้รวบรวมหลักฐานและสืบพยานบุคคลร่วมด้วยซึ่งได้แก่ พ.ต.ท. ธีรเดช  ธรรมสุธีร์ ได้ความจาก พ.ต.ท. ธีรเดชว่า ได้ใช้หมายเลขผู้ส่งตรวจหาหมายเลขอีมี่จากบริษัทดีแทค พบว่าเป็นหมายเลข 358906000230110 และสอบถามจากบริษัททรูว่า หมายเลขอีมี่ดังกล่าวใช้งานกับซิมการ์ดหมายเลขใด พบว่าเป็นหมายเลข 0858384627

พ.ต.ท. ณรงค์ให้การว่า ตนได้สืบถาม ร.ต.อ. ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย พบว่าให้การสอดคล้องกับ พ.ต.ท. ธีรเดช  ธรรมสุธีร์
จึงได้ทำหนังสือไปยังบริษัททรูและบริษัทดีแทคเพื่อขอหลักฐานประกอบ และได้รับเอกสารส่งกลับมา

จาก นั้น พ.ต.ท. ณรงค์กล่าวถึงการทำงานของ พ.ต.ท. ธีรเดช ว่าได้สืบว่าหมายเลข -4627 ติดต่อกับใครบ้าง และพบว่ามีการติดต่อกับหมายเลข -5928 ของนางกรวรรณ พ.ต.ท. ธีรเดช จึงติดต่อนางกรวรรณนัดให้มาพบเพื่อให้ปากคำประกอบสำนวน

นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือในการตรวจความหมายของถ้อยคำในข้อความว่าหมิ่นหรือไม่ จากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาสองคน

พ.ต.ท. ณรงค์ ให้การว่า มีการแจ้งจับกุมจำเลยสองข้อหา คือมาตรา 112 กฎหมายอาญา และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อหา แต่จำเลยให้การว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์จริง มีการสอบสวนจำเลยถึงสามครั้งจากนั้นตนจึงสั่งฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานมัดตัวจำเลยว่าน่าจะมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด หรือเป็นผู้กระทำความผิดเอง

ต่อมาทนายจำเลยทนายถามค้าน ได้ความว่า พ.ต.ท. ณรงค์ จำไม่ได้ว่าเครื่องที่ยึดได้เป็นของกลางในขณะจับกุมจำเลยนั้นมีแป้นพิมพ์ ภาษาไทยหรือไม่

ทนายความจำเลยถามว่า ระหว่างการจับกุมปรากฎว่าจำเลยเป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือมีทัศนคติ ต่อต้านสถาบันฯหรือไม่ พ.ต.ท. ณรงค์ ตอบว่าไม่ปรากฏ แต่ศาลไม่ได้บันทึกลงในสำนวนเพราะเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นที่ชี้ขาดในคดี

สิ้นสุดการสืบพยานโจทก์ปากสุดท้ายในเวลาประมาณ 12.00 น.

 

สืบพยานจำเลย

พยานจำเลยปากที่หนึ่ง นางสาว พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจำเลย


วันที่ทำการสืบพยาน วันที่ 30 กันยายน 2554


ผู้พิพากษา ครบองค์คณะ ประกอบด้วย ผู้พิพากษาชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาอนุกูล นาคเรืองศรี และผู้พิพากษาภัทรวรรณ ทรงกำพล ขึ้นบัลลังก์เวลาประมาณ 9.45 น.


มี การเปลี่ยนตัวอัยการ โดยอัยการที่อาวุโสที่สุดซึ่งเป็นผู้ถามคำถามพยานโจทก์ในวันก่อนๆ ไม่ได้มาในวันนี้ แต่มีอัยการที่ดูอาวุโสน้อยกว่า 3 ท่านมา ซึ่งทั้งสามท่านมาร่วมในการสืบพยานโจทก์บางนัด โดยอัยการที่อาวุโสที่สุดในสามคนนั่งร่วมด้วยโดยไม่ได้เป็นผู้ถามคำถามตอน ซักค้านพยานจำเลย


นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญเบิกความว่า ในฐานะทนายความที่ทำคดีนี้ตนได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับพยานหลักฐานทาง คอมพิวเตอร์เรื่องการส่งข้อความสั้น และได้ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคม ทั้งที่เป็นนักวิชาการด้านโทรคมนาคมจากสถาบันเทคโนโลยี และอาจารย์ที่เปิดร้านสอนวิชาซ่อมโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่มีพยานผู้เชี่ยวชาญคนใดมาเบิกความเป็นพยานโดยตรงในศาล


จาก การศึกษาข้อมูล พูนสุขได้ทราบว่าหมายเลขอีมี่ประจำเครื่องโทรศัพท์นั้นสามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย โดยมีอุปกรณ์ Flshbox มีโปรแกรมเฉพาะที่มีขายและมีสอนกันตามโรงเรียสอนซ่อมโทรศัพท์มือถือทั่วไป สำหรับช่างที่มีความรู้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงถึง หนึ่งชั่วโมง แต่ต้องแก้ไขให้สัมพันธ์กับหมายเลขที่มีอยู่จริงในระบบ ถ้าหากมีหมายเลขเฉพาะเจาะจงที่ต้องการอยู่แล้วก็สามารถทำได้เลย


พูนสุขยังได้นำส่งพยานเอกสารต่อศาลสองฉบับ ฉบับแรกเป็นเอกสารจากเว็บไซต์วิกิพีเดีย ที่อธิบายถึงความหมายของหมายเลขอีมี่ อธิบายว่าหมายเลขอีมี่ 10% ไม่มีลักษณะเฉพาะ และความหมายของหมายเลขอีมี่หลักสุดท้าย พร้อมคำแปลภาษาไทย ฉบับที่สองเป็นเอกสารวิชาการที่สอนวิธีการแก้ไขหมายเลขอีมี่ แสดงถึงความหมายของหมายเลขอีมี่หลักสุดท้าย พร้อมสูตรการคำนวนหาหมายเลขอีมี่หลักสุดท้ายด้วย 


พูนสุขยัง อธิบายต่อถึงเว็บไซต์ numberingplan ที่ใช้ตรวจสอบหมายเลขอีมี่ ซึ่งพยานโจทก์ปากที่หก คือ พ.ต.อ. ศิริพงษ์ ติมุลา ได้เบิกความถึงและทดลองเปิดในห้องพิจารณาว่า เว็บไซต์นี่เป็นฐานข้อมูลสามารถวิเคราะห์ได้ว่าหมายเลขอีมี่ที่ถูกต้องคือ อะไร แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าหมายเลขอีมี่แต่ละชุดมีจำนวนกี่เครื่อง และถ้าหากหมายเลขหลักสุดท้ายผิดไปจากความจริงก็จะไม่ปรากฏรายละเอียดในฐาน ข้อมูลให้

ต่อมาอัยการถามค้าน ได้ความว่า บุคคลที่พูนสุขอ้างถึงนั้น คนหนึ่งเป็นนักวิชาการด้านโทรคมนาคมในสถาบันการศึกษา อีกคนหนึ่งมีประสบการณ์สอนวิชาการซ่อมโทรศัพท์มือถือและการแก้ไขหมายเลขอี มี่มาหลายปี จากนั้นอัยการถามถึงเว็บไซต์วิกิพีเดียว่า ใครก็สามารถเข้าไปเขียนได้ ฉะนั้นอาจไม่น่าเชื่อถือ พูนสุขให้การว่าวิกิพีเดียใครเขียนก็ได้ แต่ข้อมูลในวิกิพีเดียนี้ยังมีเอกสารทางวิชาการรับรองไว้ด้วย ตรงนี้เชื่อถือได้


เมื่ออัยการถามต่อว่า ในทางปฏิบัติแล้ว จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายเลขอีมี่เพื่ออะไร พูนสุขได้ให้การว่า เมื่อก่อนเวลานำเข้าโทรศัพท์มือถือจากต่างประเทศซึ่งจะมีหมายเลขอีมี่จาก ต่างประเทศทำให้ใช้ในประเทศไทยไม่ได้ ทำให้เจ้าของโทรศัพท์มือถือต้องนำไปเปลี่ยนแปลงเลขอีมี่ ให้เป็นหมายเลขอีมี่กลางก่อน ซึ่งเป็นหมายเลขอีมี่ที่มีโทรศัพท์หลายเครื่องใช้ร่วมกัน และกรณีที่ผู้มีเจตนาจะกระทำความผิดทางอาญาอาจปลอมแปลงหมายเลขอีมี่เพื่อไม่ ให้สืบรู้ถึงตัวผู้กระทำความผิดได้


อย่างไรก็ตาม เรื่องการแก้ไขเลขอีมี่นี้ ศาลไม่ได้ทำการบันทึก เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ


สิ้นสุดการสืบพยานปากนี้ เวลา 10.10 น.


พยานจำเลยปากที่สอง นายอำพล(สงวนนามสกุล) จำเลยในคดี


วันที่ทำการสืบพยาน วันที่ 30 กันยายน 2554


ศาลนั่งบนบัลลังก์ครบองค์คณะ ประกอบด้วยผู้พิพากษาชนาธิป เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาอนุกูล นาคเรืองศรี และผู้พิพากษาภัทรวรรณ ทรงกำพล ถัดจากเบิกความนางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความฝั่งจำเลย นายอำพล จำเลยขึ้นเบิกความด้วยท่าทีนอบน้อม เริ่มเมื่อเวลา 10.15 น.


โดยนางสาวพูนสุข ช่วยอ่านคำสาบานให้จำเลยกล่าวตาม เนื่องจากจำเลยสายตาไม่ดี อ่านด้วยตัวเองไม่ได้


อำพล เบิกความว่า ตนมีอาชีพเลี้ยงหลาน หลังจากที่หยุดทำงานขับรถส่งของได้นับสิบปีแล้ว จึงทำหน้าที่รับส่งหลานไปโรงเรียน อาศัยอยู่ในห้องเช่าขนาดเล็ก กับภรรยาและหลานๆ โดยบ้านเช่าตั้งอยู่ที่ซอยวัดด่านสำโรง ซอย 17


เบิกความต่อไปว่า ตนไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความ นอกจากนั้นแล้วยังไม่เคยรู้จักหมายเลขโทรศัพท์ -5599 ของนายสมเกียรติ และ หมายเลขโทรศัพท์ -3615 ของผู้ส่ง จากนั้นเล่าถึงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ในวันที่จับกุบนั้นมีการยื่นหมายจับมา แล้วตนได้มอบโทรศัพท์ 2 เครื่องแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการหยิบยื่นให้โดยไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด


ที่ผ่านมาตนมักจะไปส่งหลานไปโรงเรียนเป็นประจำ โดยทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านบ้าง พกติดตัวบ้าง บางครั้งเมื่ออยู่ที่บ้านก็ไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัว ซึ่งที่บ้านมีคนเข้าออกอยู่จำนวนหนึ่ง


เมื่อเห็นข้อความที่ถูก ฟ้องแล้วรู้สึกเสียใจมาก อำพลกล่าวทั้งน้ำตาว่าตนรักในหลวงและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเคยไปร่วมลงนามถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช และได้เข้าไปเคารพพระศพสมเด็จพระพี่นางฯด้วย 
ตอบคำถามอัยการถามค้าน อำพลให้การว่า หมายเลขโทรศัพท์ที่ตนใช้นั้นมีอยู่หมายเลขเดียว คือ -4627 โดยใช้คู่กับโทรศัพท์ Motorola สีขาว


ใน ช่วงท้ายของการเบิกความ อำพลร้องไห้ไปในระหว่างการเบิกความด้วย เมื่ออัยการพยายามนำเอกสารในคดีมาให้ดูและรับรอง จึงถูกทนายความทักท้วงว่าอำพลสายตาไม่ดีอ่านเอกสารไม่ได้ อัยการจึงแถลงหมดคำถาม ไม่ติดใจที่จะถามคำถามอันเกี่ยวเนื่องกับเอกสารต่อไป


สิ้นสุดการสืบนายอำพล เวลา 10.30 น. ใช้เวลาเพียง 15 นาที


พยานจำเลยปากที่สาม พยานปากสุดท้าย เด็กหญิง เอ (นามสมมติ) หลานสาวของจำเลย


วันที่ทำการสืบพยาน วันที่ 30 กันยายน 2554


ศาล ครบองค์คณะ เริ่มสืบพยานเด็กในเวลา 10.35 น. โดยใช้ห้องพิจารณาคดี 801 เหมือนเดิม มีนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ช่วยถามคำถามและดูแลอยู่ข้างเด็กหญิงด้วย


เด็ก หญิงเอ วัย 11 ปี เบิกความว่า ตนเป็นหลานสาวของจำเลย อาศัยอยู่ในบ้านเช่าร่วมกับจำเลย โดยคนในครอบครัวประกอบด้วย ตน จำเลย ย่า(ภรรยาจำเลย) และน้องอีก 2 คน รวมเป็น 5 คน


เด็กหญิงเอยืนยัน ว่าจำเลยมักทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านบ่อยครั้งขณะไปส่งตนและน้องๆ ที่โรงเรียน นอกจากนั้นยังให้การว่า จำเลยเคยพาตนไปลงนามถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราชในช่วงปิดเทอมปี 2552


ตอบคำถามอัยการถามค้าน ได้ความว่า ที่บ้านนอกจากสมาชิกในบ้านแล้วไม่มีคนอื่นเข้าออก ตนไม่เคยเห็นจำเลยส่งข้อความหาใคร นอกจากนั้นแล้ว เวลาที่จำเลยใช้โทรศัพท์โทรหาผู้อื่น จำเลยจะเปิดสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ก่อนเสมอ


เสร็จสิ้นการสืบพยานจำเลยปากสุดท้ายในเวลา 10.45 น. ใช้เวลาเพียง 10 นาที

 

ความเคลื่อนไหว

21 ตุลาคม 2554 ทนายความจำเลยได้ยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลที่ศาลอาญารัชดา ตามความประสงค์ของจำเลยที่จะขอยื่นคำแถลงดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาคดี ก่อนที่จะถึงวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 นี้ โดยอ้างเหตุว่า พยานหลักฐานและคำเบิกความของพยานโจทก์ขัดแย้งกันเองหลายประการ มีพิรุธ น่าสงสัย และมีน้ำหนักน้อย อาจกระทบกระเทือนถึงการที่จำเลยอาจต้องโทษทั้งที่มิได้กระทำความผิด
 
ซึ่งเหตุที่ต้องยื่นคำแถลง มีดังนี้
 
1. การ ใช้หมายเลขเครื่อง(อีมี่) ในการเชื่อมโยงว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นการเชื่อมโยงที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเลขอีมี่สามารถปลอมแปลงได้ และสามารถซ้ำกันได้ 
 
2. การ สืบสวนสอบสวนของเจ้าพนักงานมุ่งไปที่ตัวจำเลยโดยตรง โดยไม่ได้เชื่อมโยงกับหมายเลขอีมี่ และคำเบิกความของพยานโจทก์ขัดแย้งกับพยานเอกสารฝ่ายโจทก์
 
3. โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานเอกสารใดที่จะชี้ได้ว่า จำเลยเป็นผู้กดพิมพ์ข้อความ และส่งข้อความดังกล่าว
 
โดยศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ที่ศาลอาญารัชดา ห้อง 801 

#######

 

 

Update : The Court has sentenced 20 years in prison for UncleSMS


 
At the Criminal Court on 23 Nov, a guilty verdict was passed on 61-year-old Ampon (last name withheld) who was sentenced to twenty years in prison for allegedly send four SMS messages to Somkiat Klongwattanasak, personal secretary of the former prime minister, Abhisit Vejjajiva. The four SMS messages were alleged by the authorities to contain vulgar language and to defame the Thai queen and to insult the honor of the monarchy.. The Court sentenced him to 5 years on each of 4 counts under the lèse majesté law.
 
Ampon appeared in court by teleconference with about 30 reporters, friends, activists and family members witnessing the reading of the verdict.
 
The attempt by Ampon’s legal team to prove that the 14 digit IMEI number used in evidence against Ampon was not reliable was dismissed by the court. The court relied on the mobile phone log provided by service provider and police witnesses to convict him.
 
The judge said that the prosecution could not clearly prove that the defendant was the person who sent the offensive text messages to the mobile phone of the Secretary to the then Prime Minister.  But even so, because it is difficult for the prosecution to present compelling evidence, as the defendant who committed this offence would naturally conceal his actions so that others could not observe them, it is necessary to rely on circumstantial evidence which the prosecution presented to indicate the intentions of the defendant.
 
Ampon was convicted of violating the lèse majesté law and the computer-related crime act, but was sentenced under the lèse majesté as it carries the heavier penalty.  He was sentenced five years for each SMS message. He will be transferred to a prison for long-term convicts.
 
 

Uncle SMS Case

Judgement day: 23 November 2011, at room number 801, Criminal Court, Ratchadaphisek Rd.

Case detail: 
Uncle SMS (pseudo name) , 61, was a worker. He was arrested on 3 August 2010 for “sending SMS messages considered offensive to the monarchy”. Despite his age and his serious illness (cancer), he is refused bail and now in prison. He denies the charges, saying the SIM-card used by the police to trace the calls was not his.
 
Accusation:
Article 14(2),(3) Computer Crime Act + Article 112 Criminal Code
 
Trial Observation Notes:
 
Prosecutor Witness

The Prosecutor Witness No.1: Mr.Somkiat Krongwattanasuk, Prosecutor
Date: 23 September 2011 (First Day)

Judge, Chanatip Mueanpawong, arrived at the courtroom at 10 AM.
 
Somkiat testifies that during the incident time, he was working as a personal secretary for the former Prime Minister, Abhisit Vejjajiva. On 19 May 2010 12:13 PM, a short message was received by his mobile phone number 0814255599. The vulgar message talks about the queen. The witness then took a picture of the phone screen to be used as an evidence, where the sender's number appears +66813493615.
 
Somkiat further testifies that there were 4 messages in total from the aforementioned phone number and each time the message refers to either the king or the queen in a malicious manner. He has taken photos of all of them.
 
Later, he reported it to the police along with the photo evidences. By the time he did this, he still did not know the sender details. However, he was informed later of the suspect's name (name pronounced), once he got arrested. He and the suspect did not know each other before.
 
Witness replied to the cross-examination question by the defendant's attorney that Mr.Somkiat's number was first opened 4 years ago and used for both personal and professional propose. His number is quite widespread as it is a direct public complaint channel to the Prime Minister, Abhisit Vejjajiva. In the past, there have been many complaint calls.
 
Prior to the reception of the messages, Somkiat had never seen nor been contacted by the number +66813493615.
 
The judge finds the attorney's question not relevant to the case, therefore no recording was made.
 
According to another cross-examination question from the defendant's attorney, Somkiat had proceeded with the police report after 4 short messages on the 28 June 2010. The court recorded that because it deemed relevant to the judgement.
 
The hearing finished at 10:15 AM and lasted in total 15 minutes. It was attended by about 20 observers consisting of 5-6 children aged between 5-11, who are the relatives of the defendant, media and other supporters.

The Prosecutor Witness No.2: Pol. Capt. Sakchai Kraiveeradechachai, Defendant's Investigator and One of the Arrest Officers
Date: 23rd September 2011

Upon the termination of Mr. Somkiat Krongwattanasuk's round, Pol. Capt. Sakchai Kraiveeradechachai succeeded as the second witness at 10:30. Another judge, Pattawan Songkampon, is present.
 
Pol. Capt. Sakchai Kraiveeradechachai testifies that during the incident, he had the post as squad leader of the Crime Suppression Division and the Investigator and arrest person of the defendant. On 18 June 2010, he received an order from Pol.Lt.Col. Teeradet Tamsutee to investigate a case, in which the suspect sent short messages (SMS'es) with insulting content to the monarchy to the Prime Minister's secretary's mobile phone.
 
Pol.Capt. Sakchai claims that he can't remember the name and the phone number anymore so the prosecutor asked if the number ended with 3615, with which he agreed through recalling vageuly.
 
The testimony goes on. He was only informed that the text had an insulting characteristic but he actually did not get to see the text himself. He knows that the text was sent to the number ending with 5599 belonging to Mr.Somkiat several times in the course of May-month.
 
After receiving the order, he then began the investigation process by requesting information from the Total Access Communication Company (or DTAC). The response from the company was that this number had already been suspended and there was no usage in June. Besides, he does not know if the number was using a pre-paid or monthly post-paid service.
 
Moreover, he was also the one who tracked the IMEI number and found out that the number was used with a phone with the IMEI number 358906000230110 and the SMS'es were sent from around Wat Dan Samrong. According to the telephone usage log, the messages were sent consinuously one after another then it stopped as if the sim card had been removed. Later, he reported this to the Pol.Lt.Col Teeradet then he (Teeradet) proceeded the case to True Corporation Company to keep track of the IMEI number to see if the IMEI number was used with other phone numbers. It is then found that the IMEI number is currently matched with the number ending with 4627 of True Corporation.
 
Pol.Capt. Sakchai also explains that Pol.Lt.Col. Teeradet asked for cooperation from True Corporation Company once again to examine the whole usage of the number ending with 4627. According to the log he got, it can be understood that both the number -3615 and -4627 shared similar geographical area of operation. In addition, it is noted that the number -4627 was registered by the husband of Ms.Korawan, the defendant's daughter.
 
As following, the witness sought the phone numbers that number -4627 regularly contacted to and found that it was Ms.Piyamat's and Ms.Korawan's numbers that were the most often. Consequently, he invited Ms.Korawan for an interrogation and got confirmed that the number -4627 belonged to the defendant. The house of the defendant is located in the Soi Wat Dan Samrong 2 and that was where they visited and found the defendant.
 
Pol.Capt. Sakchai explained that the defendant's house is a rental house. Ms.Korawan had testified that the defendant lived with Ms.Piyamat, his daughter.
 
Later, an investigation committee was established. It obtained an arrest warrant from the court and the witness was one of the arrest team. At the arrest, the police officers have confiscated 5 items including a Motorola phone with the matching IMEI number. The defendant confessed that the phone belonged to him and that previously the phone was broken and he had it fixed at Imperial Samrong around May 2010
 
Pol.Capt. Sakchai responded to the cross-examination question of the attorney that the distance between Imperial Samrong and defendant's house is approximately 4 Kilometers.
 
There are other 4-5 questions posed by the attorney but were not permitted by the judge under irrelevance ground. Those questions are “Was the number -4627 in the wife's phone and not in the defendant's phone on the day of arrest?” “On the evidence Jor 6 Page 10 about the examination of the number -4627, is it said anywhere on the document if the number -4627 had sent SMS'es to the secretary?” “According to the document Jor 6, the text 'GSM on net' is present, is it possible that the SMS'es were sent online?” “According to the document Jor 5 that says number -3615 was only used to send SMS, was it checked what the other numbers this number sent to were?”
 
Nevertheless, The judge records what the attorney asked about the IMEI number in the end. The last or the 15th digit of the IMEI number in the prosecutor's documents do not match. That is, on the document Jor 8,10,11, the last number is 6 but on the document Jor 5,6, it is 0. Pol.Capt. Sakchai does not know that the last digit of the IMEI number can be used for verification propose.
 
Afterwards, the prosecutor reexamined the witness about the IMEI number, Pol.Capt. Sakchai testifies that he has already informed his boss about the different last digit. Then the prosecutor asked if the company told them to only look at the first 14 digits, Pol.Capt.Sakchai said yes.
 
The witness hearing finished at about 12:30. Total duration is about 2 hours.

The Prosecutor Witness No.3: Mr.Chumpon Poonkasem, Legal Manager, DTAC Company
Date: 27 September 2011
    
Judge Chanatip Mueanpawong, Judge Anukoon Nakrueangsri and Judge Pattawan Songkampon arrived at the courtroom at 10:00 AM.
 
Chumpon testifies that during the incident he was a legal manager of Total Access Communication Company or DTAC. Police officers from the Technology Crime Suppression Division have sent him a request to look at the usage log of May 2010 of the number ending with -3615. He printed the information from computer into hard copy then sent it back as requested.
 
Chumpon says that he has checked and found that the said number had contacted via text messages with the number -5599 on 9,11,12,15 and 22 May 2010 but he does not know the contents.
 
In July, police officers came to examine the IMEI number that was used with that number. The IMEI number discovered was 358906000230110. After that, he got invited to testify in this trial.
 
Chumpon further testifies that the number -3615 used the pre-paid service from DTAC.
 
Then, the attorney cross-examines Chumpon and he said the first file he sent on request to the police was only the usage log without IMEI number but it was a second letter that asked for the IMEI in particular and he responded to it. When the attorney asks about whether or not he knows if a foreign phone was used in Thailand, could the IMEI number change/be changed, Chumpon says he does not know.
 
However, on the matter of the IMEI number changing, the judge did not record seeing that it is not useful for the trial.
 
The hearing of this witness finished at 10:50.

The Prosecutor Witness No.4: Mr.Thammanun Imtua, Admin Officer, DTAC Company (The person who checked the usage data of the number -3615)
Date: 27 September 2011

After Chumpon finished his hearing, Mr.Thammanun Imtua, Admin officer of DTAC Company, Age 36, begins his at 10:55. All three judges, Chanatip Mueanpawong, Anukoon Nakrueangsri and Pattawan Songkampon, are present.
 
Thammanun testifies that during the incident, he was an admin officer of DTAC company in charge of storing phone usage data in the computer database. He received a letter from the  Technology Crime Suppression Division (TCSD) asking to check the phone usage of May 2010 of the number -3615. He, then, created a file containing the requested information and submitted to Mr.Chumpon Poonkasem for his signature.
 
Thammanun clarifies that the first time the IMEI number was not checked but when another request came, he checked it.
 
Thammanun also explains that the last digit of the IMEI number is not significant because the DTAC company always puts 0 at the end.
 
In response to the cross-examination, Thammanun said he got order from Mr.Chumpon Poonkasem and the IMEI number is important because it identifies the model and the brand of each phone. The judge did not record about the IMEI. Thammanun also sees that the IMEI number cannot be changed or modified.
 
When the attorney asked about the Check Digit number or the last digit number used to verify if the whole IMEI number is authentic, Thammanun testifies that he does not know about the Check Digit number.
 
11:45 the hearing of Mr.Thammanun Imtua ended

The Prosecutor Witness No.5: Mr.Chakrapan Chumponpakdi, Government Coordinator, True Corporation Company
Date: 27 September 2011

Judge Chanatip Mueanpawong sees that we should continue all 4 witnesses from the prosecutor's side within the morning session to save time and to protect the defendant's benefits.
 
At 11:50 O'clock, Chakrapan, 47 years of age, testifies that he works as a government coordinator at True Corporation Company and has the duty to check the mobile phone usages. He was assigned by the Techlogy Crime Suppression Division in May 2010 to check the usage of the mobile phone number ending with -4627. It showed that this number was registered on 7 March 2009 but the owner is unknown.
 
What he had to check were including the incoming and outgoing calls, time of calls, location of calls, IMEI number and service provider used. The IMEI number was 35890600023011x. The last digit is sometimes found 0 but the other times 2 and the reason is that the detabase and the result screen show different number. In addition, Chakrapan said that modifying the IMEI number for the imported phones is an old system and is not practiced anymore in the present days because newer phones are universally designed.
 
Cross-examined, Chakrapan explains that IMEI modification can be done by any mobile shops.
 
According to the prosecutor's reexamination, Chakrapan insisted that the to the IMEI verification process only requires the first 14 digits.
 
The hearing of Mr.Chakrapan Chumponpakdi ended at 12:30

The Prosecutor Witness No.6: Pol.Col. Siripong Timula, Expert on Technological Forensic Science of the Techlogy Crime Suppression Division
Date: 27 September 2011
 
Pol.Col. Siripong testifies that he was an investigator of the Technology Crime Suppression Division in charge of investigating this case. He has taken forensic trainings on computer crimes and computer and mobile phones evidences. During the time of incident, he was working as the director of the Computer Crimes Investigation and Analysis Center and he was also the one who made a request letter to True Corporation Company asking for the information about the number -4627.
 
In May 2010, the witness received an order from his boss to investigate a case where a person sent monarchy-insulting SMS'es to the number -5599 of Mr.Somkiat Krongwattanasuk. After investigation, it is found that the number was only used to sending SMS'es and could be assumed that the sender only bought the phone sim card exclusively for that particular propose.
 
Pol.Col. Siripong clarifies on the IMEI number that the last digit could vary. The verification can be, nevertheless, done with the first 14 digits and leaves the last one of small insignificance. The first 14 digits of IMEI number indicate:
 
The first 6 digits are country code
The next 2 are the telephone producer company
The next 6 are the model serial number
 
Pol.Col. Siripong further says that the IMEI number cannot repeat itself but can be changed at phone kiosks/shops. The change will also have an impact on the database.
 
Later, for the cross-examination questions, Pol.Col. Siripong testifies that he knows that there are applications on the internet that are used to track IMEI numbers but we cannot reply on them for a more complicated search. Besides, he also insisted that the company would always put 0 in the last digit anyway.
 
The attorney requests the permission from the judge to open such program so that the witness could prove the result between the website www.numberingplan.com and the program the police used. The result was that the IMEI number ending with 6 was the correct number that belongs to the defendant's phone and can lead to all accurate information. The number 0 in the prosecutor's paper evidence as well as all other numbers does not yield any results. Pol.Col. Siripong assured that they only used the first 14 digits during the investigation.
 
Furthermore, Pol.Col. Siripong says that he does not know the formula used to calculate the last digit from the first 14. The attorney has tried to use the formula with the first 14 digits of the IMEI number from the prosecutor's evidence and found the 15th digit number 6 not 0. In the meantime, the judge was also trying the formula himself with his own phone.
 
The witness hearing finished at 1:45 pm.

The Prosecutor Witness No.7: Pol.Lt.Col. Teeradet Thammasutee, Investigator.
Date: 28 September 2011

Judge Chanatip Mueanpawong and the other two, judge Anukoon Nakrueangsri and judge Pattawan Songkampon, arrived at the courtroom at 9.50 am.
 
Pol.Lt.Col. Teeradet Thammasutee, age 38, testifies that he works at the Division 1 Crime Suppression Division as deputy super intendant. He has the duty to investigate and arrest the suspects. He also partook in the investigation of this lese-majeste case under the order of his commander.
 
He was informed that there were some short messages sent from the number -3615  to the number -5599, which belonged to the secretary of the PM, Abhisit Vejjajiva during 9-22 May 2010. He together with Pol.Col. Siripong Timula and Pol.Capt.Sakchai Kraiveeradechachai have tracked the number and found that the user had already suspended the number. Therefore, the IMEI number was used and as it appeared, the IMEI number 358906000230110 was also used with the prepaid number -4627.
 
Pol.Lt.Col. Teeradet also says that when using the IMEI number, only 14 digits are checked, while the last one has no significance. Then they sent a request to True Company to find out more details of the user of that number. They have discovered that there was a regular contact between that number and the number -5928, which was later found to belong to Ms.Korawan Chotipichitchai. Ms.Korawan was, hence, asked to cooperate in the crime investigation. So an appointment was made for the interrogation at the Division 1 on 23 June 2010. She said that the number -4627 belonged to the defendant. During the interrogation, personal information like the siblings of Ms.Korawan was revealed as well.
 
Pol.Lt.Col. Teeradet testifies that the number -3615 and -4627 were used alternatively. When found that the resident of the defendant was in the same neighborhood as the location where the SMS'es were sent, they made an investigation report and submitted to the investigators at the Technology Crime Suppression Division so that they could request for an arrest warrant from the court and report to the commander to proceed with the arrest. A search and arrest warrant were issued on 3 August 2010. When the police officers reached the site, they found the defendant at home with his wife and children , which could be described as a small rental apartment. The arrest was done under the lese-majeste charge. In the arrest report, the defendant said that he had been a lone user of this white Motorola phone, the evident no.1, already for a long time.
 
During the cross-examination, Pol.Lt.Col. testifies that there was no special procedure in the cases during the political violence. He also added that he has 15-year experience on investigation.
 
Furthermore, Pol.Lt.Col. Teeradet states that Pol.Col. Siripong Timula was the one who collected all documents, which are the phone logs from DTAC and True Company. These documents were forwarded to him. Once he is done with the documents, he forwarded them further to Pol.Capt.Sakchai Kraiveeradechachai, the investigator.
 
The hearing goes on. The localisation of the SMS'es did not only come from the cell site but also from the CI number. In the report, CI 23672 specifies the location between Soi Wat Dan Samrong 14-36, from which the SMS'es were sent.
 
As for the coverage of True Company, Pol.Capt.Sakchai Kraiveeradechachai from the investigation team used a mobile-phone-like device and did not refer from the cell site.
 
The hearing of this witness finished at 10:55. Total duration is 1 hour 5 minutes.

The Prosecutor Witness No.8: Pol.Lt.Col. Narong Maenmuean, Investigator.
Date: 28 September 2011
    
After the hearing of Pol.Lt.Col. Teeradet Thammasutee is done, the last witness of the prosecutor's side begin his hearing at 11:00 AM.
 
Pol.Lt.Col. Narong, 51 year-old, testifies that during the incident he was an investigator at the Technology Crime Suppression Division when Mr.Somkiat Krongwattanasuk came to report the case on 8 June 2010 with pictures of the mobile phone screen.
 
He further testifies that after the commander established an investigation committee, he was assigned as a witness/evidence collector. He, therefore, has come up with witnesses including Pol.Lt.Col. Teeradet Thammasutee, who provided the information obtained from DTAC on the IMEI number (358906000230110) and the information obtained from True Corporation on the phone number used with that IMEI number (0858384627).
 
Pol.Lt.Col. Narong testifies that he has seen that Pol.Capt.Sakchai Kraiveeradechachai's statement was in accordance with that of Pol.Lt.Col. Teeradet Thammasutee so he sent a letter to True and DTAC to ask for more evidences and got them back.
 
After Pol.Lt.Col.Teeradet had discovered that the number -4627 had been in regular contact with the number -5928 belonging to Ms.Korawan, Pol.Lt.Col. Narong arranged an appointment with her to testify.
 
Besides, he also got cooperation from 2 linguistic experts in identifying lese-majeste texts.
 
Pol.Lt.Col. Narong says that the defendant was arrested with 2 charges, which are the article 112 of the Penal Code and the Computer-related Crimes Act, which are denied by the defendant. However, the defendant had admitted that he owned the phone. There have been 3 rounds of interrogation then after that he decided to prosecute him because all evidences were pointing at him either as the perpetrator or the eye-witness.
 
Then, the attorney cross-examines the witness. Pol.Lt.Col. Narong said he couldn't remember if the confiscated phone had a Thai keyboard.
 
The attorney asked if the defendant appeared to have an aggressive characteristics or an anti-royalist attitude during the arrest. Pol.Lt.Col. said he did not, however, the judge did not record it because he sees that it is not important.

The last prosecutor witness' hearing finished at about 12:00 PM

Defense witnesses

The Defense Witness No.1: Ms. Poonsuk Poonsukcharoen,  Defendant's Lawyer
Date: 30 September 2011

The judge panel was complete. Judge Chanatip Mueanpawong, Judge Anukoon Nakrueangsri and Judge Pattawan Songkampon arrived at the courtroom at 9:45 AM
 
The prosecutor was changed. The most senior prosecutor that usually posted questions to the witness in the previous hearings is not present today. However, 3 less senior prosecutors, who were seen sometimes in the previous hearings, are here today. The most senior of the three does not participate in the witness questioning.
 
Ms.Poonsuk Poonsukcharoen testifies that as an attorney of this case, she has done research on technological evidences like text-messaging and consulted with some telecommunication experts, including both academics on telecommunication from Technology Institute and professors opening courses on mobile phone reparation, but none of them could give testimony in the court.
 
According to her research, Poonsuk learned that the IMEI number of each phone could be changed or modified easily by a device called ‘Flashbox’ and a particular program that is sold and taught widely in phone reparation schools. The experienced mechanics could change the IMEI number within half to one hour under the condition that this must be done in accordance with the existing numbers in the system. If they already know the number, the process can be done right away.
 
Poonsuk submits two document evidences to the court. The first document is taken from the website Wikipedia, which explains the definition of IMEI number that 10% of the IMEI numbers are not specified and the definition of the last digit together with Thai translation. The other document is a coursebook on how to chance/modify the IMEI number also showing the meaning of the last IMEI number digit and the formula to find it.
 
Poonsuk further explains about the website ‘Numberingplan’, which is used to check IMEI numbers that was referred to and tried by the 6th witness of the prosecutor, Pol.Col. Siripong Timula. This website is acting like a database and can identify the correct IMEI number. Nevertheless, it cannot tell the number of the repetition of each IMEI number and if the last digit is inaccurate, it does not yield the result either.
 
Next is the cross-examination by the prosecutor. The people that Poonsuk referred to in the beginning were an academic on telecommunication in an education institute and a person who is experienced in teaching mobile phone reparation and IMEI number modification for many years. After that, the prosecutor objected the information from Wikipedia on the ground of unreliability. Poonsuk agreed that anyone could write on Wikipedia but it was backed up by academic references and that part is reliable enough.
 
The cross-examination continues. The prosecutor asked what would be the reason people have their IMEI number changed. Poonsuk answered that there are 2 main cases where users usually have their phone’s IMEI number changed. First, in the past mobile phones from abroad with the IMEI number from other countries could not function in Thailand, therefore, it is changed to a common number, which is shared by many users.
 
The second is the case of criminals changing the IMEI number in order to avoid being found and prosecuted.
 
However, the judge did not record the part about the modification of IMEI number because he sees that it is irrelevant.
 
The hearing of this witness finished at 10:10

The Defense Witness No.2: Mr.Ampon (Surname reserved), Defendant
Date: 30 September 2011
 
The complete judge panel is consisted of Judge Chanatip Mueanpawong, Judge Anukoon Nakrueangsri and Judge Pattawan Songkampon. After the hearing of Ms.Poonsuk Poonsukcharoen, the defendant’s attorney, Mr. Ampon, the defendant, moved to testify humbly at 10:15 AM
 
Ms.Poonsuk helps read out the oath for the defendant as he has a poor eyesight and cannot read by himself.
 
Ampon testifies that his job was taking care his grandchildren and taking and picking them up to/from school after having stopped working as a logistic driver for decades. He lives in a small rental room with his wife and his grandchildren. His house is situated on Soi Wat Dan Samrong 17.
 
He further said that he did not send the text messages and neither know the number -5599, which belongs to Mr.Somkiat, nor -3615, which belongs to the sender. Then, he explained how he was arrested by the police officers that during the arrest, the arrest warrant was shown and he has voluntarily surrendered 2 mobile phones to the officer and was not forced to do so.
 
His phone was sometimes left at home and sometimes carried along, when he takes his grandchildren to school. Even sometimes when he is at home, he does not carry his phone all the time and there is a number of people who come and go in his house.
 
The first time he saw the text messages, he felt very sorry. Ampon was speaking with teary eyes that he loved the king and always remained loyal to the monarchy. He has even signed the royal guestbook at Siriraj hospital and paid respect to the body of the King’s sister himself too.
 
Answering the cross-examination questions from the prosecutor, Ampon clarifies that the only number he used was the number -4627 used with a white Motorola phone.
 
Ampon was crying pretty much the whole time towards the end of the hearing. When the prosecutor tried to bring some relevant documents for Ampon to see and approve, the attorney opposed that because Ampon cannot see well. The prosecutor then did not want to continue asking any questions related to the documents and declared out of questions.
 
The hearing finished at 10:30 lasting for only 15 minutes.

The Defense Witness No.3, A (Fictitious name), Defendant’s Granddaughter.
Date: 30 September 2011

The full judge panel begins the hearing of this juvenile witness at 10:35 AM using the same room no. 801. A social worker was there to help ask questions and take care of the girl.
 
A, 11 years of age, testifies that she is a granddaughter of the defendant and lives together with the defendant. Her family is consisted of her, defendant, grandmother (defendant’s wife) and 2 other siblings, making it 5 people in total.
 
A confirmed that the defendant often left his phone at home while he took her and her siblings to school. She also added that the defendant took her to sign the royal guestbook at Siriraj hospital during her summer vacation in 2009.
 
She replied to the cross-examination question that at home, apart from the family members, there was no other people coming in and out of the house. She has never seen the defendant send SMS’es to anybody. Moreover, when the defendant wanted to call someone, he would open his phonebook first.
 
The hearing of the last defendant witness finished at 10:45 AM. The total duration was only 10 minutes.

 

#######

 

Comments

ถ้าอากงเป็นคนส่งจริง

สงสัยว่า อากงเอาเบอร์เลขานายกมาจากไหน และเพราะอะไรต้องจงใจส่ง sms ให้เบอร์นี้

มีแรงจูงใจอะไรที่ต้องส่ง เพื่อแสดงความสะใจให้คนๆเดียวหรือ? หรือ จงใจพาตัวเองเข้าคุก?

The number was publicly available in the past.

  ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรอกครับ เพียงแต่ดูหนังฝรั่งมาเยอะ ขออนุญาติแสดงความคิดเห็นสักเล็กน้อย 

ทนายพยายามแสดงให้เห็นว่า eimi เปลี่ยนกันได้ แก้กันได้ ก็อปกันได้ แต่ไม่มีพยานเนื่องจากไม่มีใครอยากเป็นพยานกรณีนี้ พยานโจทย์ก็ให้การว่า eimi แก้ไม่ได้  ถ้างั้นทนายก็ไปหาโทรศัพท์ 2 เครื่องที่มี eimi เหมือนกันมาแสดงให้ศาลดูสิครับ หรือไม่ก็ให้ศาลบอกเบอร์ eimi มาซักเบอร์ แล้วไปร้านซ่อมโทรศัพท์ที่สามารถแก้ eimi ได้ ทำมาให้ศาลดู

การจะพิสูจน์ว่าอากงส่ง sms ไม่เป็น ไม่ใช่ให้แกบอกเองด้วยวาจา ควรให้ศาลสั่งให้ทั้ง DTAC และ TRUE เอา log มาดูซิว่าแกเคยส่ง sms ออกจากเบอร์แก ทั้งก่อนและหลังช่วงเวลาดังกล่าวหรือไม่ หากไม่มีการส่งเลยก็จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแก 

การพิสูจน์ว่า eimi หลักสุดท้ายนั้น DTAC และ TRUE เก็บข้อมูลไว้ถูกต้องหรือไม่ ทำโดยให้ศาลสั่งให้ตรวจสอบมือถือของทนาย หรือไม่ก็มือถือของศาลก็ได้ ดูซิว่า log ที่ได้ eimi หลักสุดท้ายเป็นอะไร

ศาลเชื่อถือรายงานของ DTAC และ TRUE เพราะทั้งสองบริษัทน่าเชื่อถือก็ฟังไม่ค่อยขึ้น แต่ถ้าบอกว่า log ของทั้งสองบริษัทสอดคล้องกัน ไม่ชัดกัน จึงน่าเชื่อถือได้ เพราะหาบริษัทใดบริษัทหนึ่งปลอมแปลง log ก็น่าจะขัดแย้งกันเอง อย่างนี้จะค่อยฟังได้หน่อย

ที่สอดคล้องกันก็คือ มีการถอดซิมนึง แล้วใส่ซิมอื่น แล้วถอดคืน การสรุปอย่างนี้ได้ ต้องใช้ log ของทั้งสองบริษัทมายืนยันกัน ช่วงเวลาการ active/inactive จึงต้องสอดคล้องกัน 

ถ้ามีคนก็อป eimi ของอากง ตาม log ก็น่าจะเห็น eimi เดียวกัน active อยู่ 2 เบอร์ (ใช่ไหมเนี่ย?) โดยเครื่องของอากง active ตลอดเวลา ส่วนอีกเครื่อง active เป้นครั้งคราว

ศาลจึงเชื่อว่า เครื่องที่ส่ง sms ออกไป ก็คือเครื่องของอากงจริงๆ

คราวนี้ ถ้ามีคนจะมาแอบใช้มือถือของอากงส่ง sms เพื่อไม่ให้สืบถึงตัวเองได้ ทำไมต้องเปลี่ยนซิมเป็นอีกเบอร์ด้วย ใช้เบอร์อากงส่งออกไปเลยไม่ดีกว่าหรือ ถ้ามีการสืบอากงก็น่าจะซวยไป

แต่ในคดีนี้ ไม่ใช่แบบนั้น คนส่งไม่อยากให้สาวถึงตัวเอง จึงไม่อยากใช้เบอร์ตัวเองโทร ก็เลยใส่ซิมเบอร์อื่น คนละเครือข่ายด้วย แล้วส่ง sms จากนั้นก็เปลี่ยนซิมกลับเป็นเบอร์เดิมของตัว ดังนั้น ศาลจึงระบุว่าเบอร์ที่โดนเปลี่ยนออก คือเบอร์จริงๆของผู้ส่งนั่นเอง ในเมื่อเบอร์ที่โดนเปลี่ยนออกคือเบอร์ของอากง อากงก็คือผู้ส่ง sms นั่นแหละ

เรื่องของเหตุผล ก็จบไปแล้วตามข้างบน มาว่ากันถึงความรู้สึก ไม่มีเหตุผลมารองรับบ้าง ดังต่อไปนี้

ผมว่าคนใกล้ตัวอากงนั่นแหละเป็นผู้ส่ง ซึ่งขอเดาว่าเป็นลูกเขย ซึ่งลูกเขยคงไม่คิดว่าศาลจะตัดสินลงโทษอากง ถ้าลูกเขยอยากไถ่โทษให้อากงก็ให้มารับสารภาพพร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ศาลฟัง แต่ผมว่าถึงขั้นนั้นอากงซึ่งอายุมากแล้วคงจะยินดีรับโทษแทนมากกว่า

ความจริงถ้าอากงเป็นเสื้อแดงจริงๆ ป่านนี้คงมีทนายจัดตั้งดีๆมาแก้ต่างให้แล้ว เสื้อแดงป่านนี้คงไม่อยู่เฉยๆแล้ว แต่นี่คงจะดีใจที่คนที่ติดคุก ไม่ใช่พวกตัวเอง

ถ้าจะมีใครผิดจากนิทานเรื่องนี้ ผมว่า

ศาล ไม่ผิด เพราะพิจารณาจากข้อมูลที่ทนายและอัยการให้มา

ทนายจำเลยนั่นแหละ นำสืบไม่ค่อยได้เรื่อง แค่เอาโทรศัพท์สองเครื่องที่มี eimi เดียวกันมาแสดงต่อศาล แค่นี้อากงก็หลุดแล้ว 

 

Bomb's picture

จากที่ผม ได้อ่านรายละเอียด พบว่าประเด็นสำคัญนั้น อยู่ที่เลข imei โทรศัพท์มือถือของจำเลย

 

โจทก์บอกว่าเลข imei ของโทรศัพท์ที่ใช้ส่งข้อความ คือเลข 35890-60-0023011-0 ซึ่งจากการพิจารณาของศาล และจากการที่ผมได้ไปค้นหาข้อมูลเอง พบว่าเลขนี้ไม่มีในฐานข้อมูลของ www.numberingplans.com (ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของ International Numbering Plans สำหรับใช้ตรวจสอบเลข imei พูดให้เข้าใจง่ายๆคือเลข imei ดังกล่าว เป็นเลข imei ปลอม นั่นเอง

 

แต่เลขอีมี่ในโทรศัพท์ของจำเลยคือเลข 35890-60-0023011-6 ซึ่งมีในฐานข้อมูลของ www.numberingplans.com ซึ่งจากการพิจารณาของศาล และจากการที่ผมได้ไปค้นหาข้อมูลเอง พบว่าตรงกับรุ่นและยี่ห้อของโทรศัพท์ที่จำเลยใช้

 

เลข imei ทั้งสองเลข แตกต่างกันตรงเลขหลักสุดท้าย ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ "พอจะ" พิสูจน์ได้ว่า sms ดังกล่าว ถูกส่งมาจากโทรศัพท์เครื่องอื่น หรืออุปกรณ์อย่างอื่นที่ "ไม่ใช่" โทรศัพท์ของจำเลย โดยตามข้อมูลทางเทคนิคของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือทั่วทั้งโลกแล้ว เลข imei หลักสุดท้ายจาก 15 หลักเป็นเลขที่ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของเลข imei 14 หลักแรก (เหมือนเลขหลักสุดท้ายในบัตรประชาชน ที่ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของเลขทุกหลักในบัตรประชาชนนั่นเอง)

 

แต่...เรื่องน่าขำ (ที่ขำไม่ออก) ก็คือ "...ศาลวิเคราะห์ว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ ตามที่พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา จากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวและได้พิสูจน์ด้วยการใช้เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบเลขอีมี่แสดงให้เห็นในศาลแล้วว่า เมื่อพิมพ์รหัส 14 หลักแรกตามด้วยรหัสสุดท้ายหมายเลข 6 เท่านั้นจึงปรากฏข้อมูลว่าเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อโมโตโรล่า แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเลข 0-5 และ 7-9 ทั้งที่ควรปรากฏว่าเป็นเครื่องรุ่นอื่นแต่จากการทดสอบแล้วไม่ปรากฏว่าเป็นรุ่นใดเลย จึงยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่าหมายเลข 14 หลักแรกเท่านั้นที่ใช้ในการระบุตัว ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง..."

 

พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ศาลบอกว่าถ้าหมายเลข imei 14 หลักแรกตรงกัน ก็สรุปได้ว่ามันเป็นโทรศัพท์เครื่องเดียวกัน อืมม...ลองคิดตามแบบ---คอมมอนเซนส์---โดยไม่ต้องอ้างอิงข้อมูลทางเทคนิคนะครับ ก็เห็นกันอยู่ว่า เมื่อใส่เลขหลักสุดท้ายเป็นเลขอื่น จะไม่สามารถตรวจสอบเลข imei ได้ ซึ่งถ้ามันใช้เลข imei แค่ 14 หลักในการตรวจสอบจริง การใส่แค่ 14 หลักมันก็ต้องตรวจสอบได้แล้ว แต่นี่ต้องใส่ให้ครบทั้ง 15 หลัก ถึงจะตรวจสอบได้ ถ้าต้องดูแค่ 14 หลัก แล้วบริษัทมือถือมันจะทำหลักที่ 15 มาทำไม นี่มันเป็นเลข imei โทรศัพท์มือถือนะครับ ไม่ใช่เลขตัววิ่งในมิเตอร์ไฟฟ้าที่จะไม่ต้องเอามาคำนวณด้วย

 

เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่คดีนี้ ฝ่ายจำเลย (ที่ตอนนี้ดูๆแล้วหน้าตาคล้ายๆสิ่งมีชีวิตในสปีชีส์ C. a. hircus หรือ "แพะ"เข้าไปทุกที) ไม่ได้มีพยานผู้เชี่ยวชาญมานำสืบถึงความหมายของเลข imei ทั้ง 15 หลัก ดังกล่าวเลย ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะคดีนี้มีข้อหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้ไม่มีใครอยากมาเป็นพยานอะไรให้..แต่...

 

ปล่อยคนชั่วนับร้อยให้รอดชีวิต ดีกว่าฆ่าคนไม่ผิดไปหนึ่งคน..นะครับ...

 

ในกรณีนี้ ทางทรูและดีแท็ก ไม่ได้บันทึกเลขอีมี่หลักที่ 15ครับ เค้าใส่เลขอีมี่หลักที่ 15เป็นอะไรก็ได้ เพราะไม่มีทางที่จะมีโทรศัพท์เครื่องไหนบนโลกนี่ ที่มีเลขอีมี่ 14หลักแรก เหมือนเครื่องนี้

เหมือนกับที่จะไม่มีใครมีเลขบัตรประชาชน 12หลักแรก เหมือนกับคุณอย่างแน่นอน โดยไม่ต้องพิจารณาหลักที่ 13 แต่อย่างใด

เพราะฉนั้น ถ้าเลขอีมี่ 14หลักแรก บอกว่าเป็นเครื่องนี้ มันก็คือเครื่องนี้ แน่นอนครับ เลขอีมี่หลักที่ 15จึงไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในศาลไงครับ

การที่จะใช้เลข eimi ในระบบได้ ต้องตรวจสอบตัวเลขให้ถูกต้องครบถ้วนนะครับ ระบบถึงจะสามารถให้บริหารได้

ผมไม่รู้ว่าแน่ใจหรือเปล่านะที่ไม่มีทางที่หลักที่ 15 จะผิดแปลกไปได้เนื่องจากถ้ามันผิด ระบบก็จะรู้ว่าข้อมูลชุดนี้ผิด เนื่องจาก check digit มันไม่ตรงกับที่คำนวณ

ระบบก็ไม่น่าจะทำงานต่อได้แล้วนะครับ

ผมก็งงมากที่หลักที่ 15 ซึ่งเปน check digit มันผิดได้ไง

ไม่มีทางเลยนะครับ

gina4cat's picture

ทำไมคำให้การของพยานจำเลย กับจำเลยไม่มีบอกว่า ได้เอาโทรศัพท์ไปซ่อมเลยนะ ทั้งที่ในสำนวนมีข้อความบอกว่า มีการเอาโทรศัพท์ไปซ่อม (อาจมีการเปลี่ยนอีมี่)

 

ในความคิดส่วนตัว ถ้ามีการเอาไปซ่อม สิ่งที่จำเลยต้องพูด คือ 

๑.ไปซ่อมร้านไหน แล้วซ่อมอะไร ตรงไหนที่เสีย 

๒.ทำไมจึงมีการเปลี่ยนอีมี่ได้ เพราะโดยปกติเวลาคนส่งข้อความไป ถ้ามั่นใจว่าไม่ผิด ไม่มีใครมานั่งสนใจให้มีการเปลี่ยนอีมี่หรอก เพราะวิธีการมันยุ่งยาก

๓.ทำไมไม่มีใครถามพยาน หรือ จำเลย หรือ จนท.ดีแทคกับทรู ว่า มทำไมต้องเปลี่ยนอีมี่ 

๔.ถ้าจำเลยบอกว่าไม่รู้จักว่า อีมี่คืออะไร แล้วทำไมอีมี่จึงเปลี่ยน แล้วใครเปลี่ยนให้ เปลี่ยนทำไม เปลี่ยนเพราะอะไร 

๕.ถ้าจำเลยบอกว่าไม่พกมือถือไว้ เหตุใดหลานสาวจึงไม่ให้การในวันที่จำเลยไปรับตนเอง ว่า ไม่ได้พกโทรสับไป แต่หลานสาวก้ตอบมาบอกว่า พกบ้าง ไม่พกบ้าง มันไม่ชัดเจน  ความจริง ต้องพูดว่า ไม่ได้พกคะ หรือ ไม่รู้ว่า จำเลยพกโทสับหรือไม่ มากกว่า  แต่คำตอบของหลานสาว กับจำเลย มาทำนองเดียวกันเลย เนอะ

๖.เลขอีมี่ คือ หมายเลขเครื่อง ไม่ใช่ หมายเลขโทสับ ถ้าอีมี่อันเดียว ก้สามารถมีเอบร์ได้หลายเบอร์คะ (จำไว้ให้ดีเลยนะคะ)

๗.น่าจะถามนะว่า ทำไมจึงต้องมีการเปลี่ยนเบอร์มาใส่เคื่องอีมี่เดียวกันนี้ น่าจะถามมากๆคะ 

 

สรุบ คือ มีการกระทำให้เชื่อได้ว่า ซื้อซิมเบอร์ ๑ มาส่งข้อความหมิ่นถึงเลขา แล้วโยนทิ้ง จากนั้นก็ใส่เบอร์ ๒ (เบอร์ส่วนตัว) ลงไปในเครื่องเดียวกัน เพราะว่า เบอร์โทสับ ไม่ได้บอกชี้ชัดว่า เปนใคร แต่สิ่งที่ชี้ชัด คือ หมายเลขเครื่องต่างหากละ 

อีกข้อ คือ ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งบอกว่า จำเลย ไม่มีความผิดเลย นอกจากการตอบคำถามด้วยน้ำตา และคำตอบก็ออกมาในลักษณะเดียวกัน ทั้งจำเลย และหลานสาว 

 

สรุบ คือ พ่อเฒ่า เป็นผู้ผิด และคำให้การเรื่องที่อยู่ ก็ไม่สมเหตุสมผลเลย คือ ถ้าพ่อเฒ่าไม่ได้ส่ง ดังนั้นคนที่ส่งก้น่าจะเป็น เมียจำเลย รึ หลายสาวก็ได้ ใครจะรู้ละ แต่ถ้าจำเลยไม่มีคำให้การมากกว่านี้ จำเลยก็ต้องติดคุก เพราะมือถืออยู่ในบ้าน ซึ่ง คนที่จะส่งได้ นอกจากจำเลย ก้มี เมียจำเลย และหลานสาวเท่านั้นเองง

 

จบการสังเกต การสืบสวนคะ

สรุปแบบนี้ ป.สี่มากๆครับ เหตุผลเพราะโทรศัพท์ส่งข้อความเองไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีใครสักคนส่ง เมื่อพิสูจน์ไม่ได้เลยว่ามือใครเป็นคนกดส่ง แต่กลับครอบข้อหาให้เจ้าของโทรศัพท์ ก็เท่ากับว่า ศาลเชื่อว่าโทรศัพท์นี้งอกติดกับมืออากงตลอดเวลา ซึ่งเป็นการตั้งสมมติฐานที่ขาดเหตุผล เพราะย่อมมีช่วงเวลาที่โทรศัพท์อยู่ห่างจากมือ หรือ อยู่นอกสายตาอากา เมื่อพิสูจน์ไม่ได้แน่นอนว่าใครส่ง การใช้ข้อมูลเพียงแค่ข้อความถูกส่งออกจากเครื่องนี้ มาทำโ?ษคนให้ติดคุก 20 ปีนี่ ดูยังไงก็ไม่ถูก อากงเป็นแพะครับ ในคดีนี้

ที่มีปืนไหม ถ้าผมยืมปืนท่านไปยิงคนตาย แน่นอน ว่าผมผิด แล้วท่านเป็นผู้ผิดร่วมไหม ...

เครื่องดังกล่าว ส่ง ข้อความไปจริง กงไม่มีหลักฐานว่าตนเองไม่ได้ส่ง หรืิอ ไม่มีหลักฐานว่าเครื่องตัวเองไม่ใช่เครื่องที่ใช้ส่ง ...

ตรงกันข้ามกับฝ่ายโจทย์ ผู้ให้บริการ ยืนยันได้ว่า ข้อความถูกส่งมา จากเครื่องที่อยู่บริเวณ นั้น และเป็นเครื่อง ยี่ห้อ โมโต ... 

ศาลจึงไม่มีเหตุให้เชื่อว่า กงไม่ได้เป็นคนส่ง ...

บิดหลัก Innocent until Proven Guilty กันไปทั่ว

ศาลไม่มีเหตุให้เชื่อได้ว่ากงไม่ได้ยิง แต่ศาลก็ไม่มีเหตุเชื่อได้ว่าอากงเป็นคนยิง เขาเรียกสั้นๆว่าต้องยกประโยชน์ให้จำเลย รู้จักมั้ยครับหลักนี้?

รู้จักคำว่า ยอมปล่อยคนผิดสิบคน ยังดีกว่าจับคนบริสุทธิ์คนเดียว รึเปล่า?

ม112 อยู่ในหมวดความมั่นคงครับ  เช่นถ้าพบระเบิดในบ้านของคุณ คุณต้องแก้ต่างให้ตัวเองให้ได้ครับว่าเป็นของใคร และมีไว้ทำไม แต่บอกว่ามีคนกลั่นแกล้งก็ได้

แต่ถ้าฝ่ายโจทก์ปักใจเชื่อว่าคุณคือผู้ก่อการร้าย ศาลก็จะพิจารณาในแนวนี้ คุณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวเองไม่ได้เป็น แต่ถ้าทำไม่ได้ ถึงแม้ศาลจะไม่ฟันธงว่าระเบิดเป็นของคุณ แต่พยานแวดล้อมแสดงให้เชื่อว่าคุณผิด จะพิพากษายกประโยชน์ให้จำเลยเพราะความคลุมเครือเรื่องเจ้าของที่แท้จริงของระเบิด ย่อมไม่ได้ครับ