รอบอาทิตย์สุดท้าย มิ.ย. 55 : ตำรวจหวังร่างพ.ร.บ.ชุมนุมรีเทิร์น

รอบอาทิตย์สุดท้าย มิ.ย. 55 : ตำรวจหวังร่างพ.ร.บ.ชุมนุมรีเทิร์น

เมื่อ 30 มิ.ย. 2555

'เฉลิม' จัดทีวีแทนนายกฯ ลุยเข้มปราบปรามยาเสพติด เร่งวันประหารชีวิตนักโทษยาเสพติดให้เร็วขึ้น | ศาลแพ่งยกคำร้องที่ผู้บริโภคขอคุ้มครองชั่วคราวกรณีฟรีทีวีไม่ถ่ายทอดสด ฟุตบอลยูโร เกรงว่าจะกระทบลิขสิทธิ์ | อนุฯ ด้านแรงงานข้ามชาติ สภาทนาย ค้านนโยบายส่งแรงงานหญิงตั้งครรภ์กลับประเทศ | ถอนฟ้องคดีถ่านหินสมุทรสาครหลังพอใจแก้ปัญหา | 'ปู' ชิ่งเผือกร้อนให้สภาตัดสินถอนร่างกม.ปรองดอง | ผู้ผลิต “ตับห่าน” ขู่ฟ้อง WTO หลังแคลิฟอร์เนียสั่งแบนเมนู “ฟัวกราส์”

 

ประชุมสีกากีจัดระบบใหม่คุมม็อบ ตร.เตรียมดันร่างกฎหมายชุมนุมสาธารณะ
 28 มิ.ย. ที่ศูนย์ฝึกอบรมกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา (สบ 10) ร่วมเป็นประธานการสัมมนาเตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบ โดยมีนายตำรวจระดับ ผบช.-รอง ผบก.ในหน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั่วประเทศรวม 300 นาย ร่วมรับฟังและมีการสาธิตการปฏิบัติของกองร้อยควบคุมฝูงชนด้วย เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกัน

ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์แถลงด้วยว่า การชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองเป็นสิทธิที่ประชาชนทำได้ แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ต้องเคารพกฎหมาย ไม่สามารถยึดสถานที่ราชการ ทำเนียบรัฐบาล สถานที่สำคัญ สนามบิน อย่างที่ผ่านมาได้ ยอมไม่ได้ เสียชื่อไปทั่วโลก ทำให้ ตร.ต้องเตรียมความพร้อมตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุม การควบคุมฝูงชนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อดุลย์ได้จัดการฝึกอบรมด้านยุทธวิธีตำรวจ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านนี้อย่างเป็นระบบ หลักการคือตำรวจมาฝึกเพื่อไปปกป้องประชาชนผู้ที่ไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังการชุมนุมไม่ให้ถูกกระทบสิทธิ ปกป้องประชาชนทุกสี

ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า วันนี้ตำรวจทบทวน 4 ประเด็น คือ 1.บทเรียนการควบคุมฝูงชนที่ผ่านมา 2.กฎการใช้กำลังตามแผนกรกฎ 52 3.ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4.ทบทวนเรื่องการบริหารสถานการณ์ โดยครั้งนี้สั่งให้ทุก บช.จัดตั้งกองร้อยมาตรฐานขึ้น เป็นกองร้อยควบคุมฝูงชนที่คัดเลือกผู้นำหน่วยที่ดี ชุดปฏิบัติการที่มีความเข้มแข็ง มีความพร้อมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ผ่านการฝึกอย่างเข้มข้น ให้ บช.สามารถใช้ไปปฏิบัติการดูความปลอดภัย ควบคุมฝูงชนได้ทุกสถานการณ์

“การดำเนินการปรับกำลังกองร้อยควบคุมฝูงชนให้มีความพร้อมทุกด้าน เป็นกองร้อยมาตรฐานการฝึก 4 ระดับ คือ 1.การฝึกแก้ปัญหา ณ ที่บังคับการ (CPX) เป็นการฝึกระดับผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ ในการตั้งสมมติฐานร้ายแรงที่สุด (Worst case) เพื่อนำไปสู่การเตรียมแผนและขั้นตอนการปฏิบัติกับกลุ่มผู้ชุมนุม 2.การฝึกพื้นฐานเป็นการฝึกทบทวนของกองร้อยควบคุมฝูงชน ตั้งแต่ ผู้ควบคุมกำลัง ผบ.ร้อย ผบ.หมวด และกำลังพล เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยในการสั่งการ และมีความพร้อมในการปฏิบัติ 3.การฝึกหัวหน้าชุดเป็นการฝึกการสื่อสารการบังคับบัญชาและการสั่งการ จากศูนย์ปฏิบัติการไปยังผู้รับผิดชอบควบคุมกำลังและ ผบ.ร้อย เพื่อให้เกิดความเข้าใจ การวิเคราะห์ติดตามสื่อสารกับผู้บังคับบัญชา และสามารถสั่งการให้กำลังพลปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4.การฝึกร่วมภาคสนามเป็นการฝึกสั่งการ ตั้งแต่ระดับผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการ โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการสื่อสารไปยังผู้ควบคุมกำลัง ผบ.ร้อย ตลอดจนกำลังพลให้ปฏิบัติอย่างเป็นระบบมีความพร้อมทุกด้าน สามารถปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ” พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว

ขณะที่ พล.ต.อ.วรพงษ์กล่าวถึง การขับเคลื่อนกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม ว่า ก่อนหน้านี้ ตร.เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ว่า ร่างกฎหมายที่แก้ไขโดยกฤษฎีกาที่เคยเสนอผ่านสภาไปแต่ตกไปแล้วนั้น เป็นร่างที่ ตร.พอใจชอบมาก โดยเฉพาะประเด็นการใช้อำนาจศาลในการพิจารณาหลายๆ เรื่อง ซึ่งเหมาะกับสังคมไทย จากนี้ ตร.ก็จะดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาอีกครั้ง หากมีโอกาสเราก็สนับสนุนร่างฉบับนี้ 

ที่มา : มติชนออนไลน์
 
'เฉลิม' จัดทีวีแทนนายกฯ ลุยเข้มปราบยา-เร่งวันประหาร
เวลา 08.00 น. วันที่ 30 มิ.ย.55 ในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร.เลขาธิการ ป.ป.ส. จัดรายการแทนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงการปราบปรามยาเสพติด หลังรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวยืนยันว่าไม่มีการฆ่าตัดตอนเรื่องยาเสพติดแต่อย่างใด โดยทำตามนโยบายรัฐบาล จากการปฏิบัติการตาม 7 แผน 4 ปรับ โดยการเพิ่มจุดสกัด บังคับใช้กฎหมาย และการบำบัดผู้ติด รวมทั้งได้เน้นการสกัดปิดทางเข้าของยาเสพติดตามจังหวัดตะเข็บชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการปูพรมขจัดสารตั้งต้นต่างๆ ที่จะนำมาใช้ผลิตเป็นยาเสพติดอย่างซูโดอีเฟดรีนด้วย จากนั้นเน้นการรณรงค์ป้องกัน ปราบปราม และนำผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่ระบบบำบัดรักษาเพื่อคืนคนดีสู่สังคม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ประกาศเป็นวาระแห่งภูมิภาค พร้อมพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งพม่าและจีน ล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีจากจีน จะเดินทางมาเยือนไทย ซึ่งจะได้ขอความร่วมมือเรื่องยาเสพติดเพิ่มเติมด้วย พร้อมกำลังร่างกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ ได้แก่ การให้ผู้ติดที่สมัครใจเข้ารับการบำบัด ไม่ต้องถูกดำเนินคดี และมาตรการเร่งรัดในการตัดสินคดีให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยให้การประหารผู้ค้ายา จะลดวันรอประหารจาก 60 วัน เหลือแค่ 15 วัน เพื่อให้การปราบปรามดำเนินการอย่างได้ผลเต็มที่

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ตลอด 10 เดือนที่ดำเนินการมาตรการดังกล่าวอย่างเข้มข้น เราสามารถจับยาบ้าได้ 57 ล้านเม็ด เฮโรอีน 215 กก. ยาไอซ์ 1,132 กก. กัญชา 11,456 กก. และโคเคน 20 กก. และสามารถชวนผู้เสพเข้าบำบัดได้กว่า 500,000 คน ทั้งนี้ตั้งเป้าว่า ปีหน้าจะบำบัดให้ได้เพิ่มอีก 300,000 คน เมื่อมียอดบำบัดเกิน 700,000 คนแล้ว จะเริ่มใช้มาตรการตรวจสอบไม่ให้มีการกลับมาเสพซ้ำอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น และปีหน้าจะหารือร่วมกับประเทศแหล่งต้นทางการผลิตยาเสพติด เพื่อขอความร่วมมือการบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น และจะแจ้งเบาะแสต่อองค์การสหประชาชาติ ให้ดำเนินการเพื่อช่วยผู้ที่ตกเป็นทาสยาเสพติด ซึ่งองค์การสหประชาชาติคาดว่า ทั่วโลกจะมีผู้ติดยาเสพติดกว่า 210 ล้านคน เป็นเหตุให้เสียชีวิตปีละกว่า 200,000 ราย

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องกรณีจอดำ
29 มิ.ย.2555 ศาลแพ่งรัชดาฯ มีคำสั่ง ยกคำร้องที่ผู้บริโภคมายื่นขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีฟรีทีวีจอดำไม่ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบลิขสิทธิ์

ศาลแพ่งรัชดาฯ รับฟังคำสั่งคดี นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กับพวกรวม 5 คน ในฐานะผู้บริโภคใช้บริการสาธารณะฟรีทีวีและผู้ใช้ระบบเคเบิลทีวีและดาวเทียม ยื่นฟ้องบริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการช่อง 3, ททบ.5, โมเดิร์นไนน์ทีวี และ จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด ร่วมกันทำ ละเมิดและผิดสัญญา ขอให้ศาลไต่สวนเพื่อคุ้มครองฉุกเฉินให้จำเลยแพร่ภาพถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรโดยด่วน ก่อนการแข่งขันจะสิ้นสุดในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นอกจากจะพิจารณาประโยชน์ของคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายยังต้องพิจารณาประโยชน์และความเสียหายของผู้บริโภคที่รับชมฟรีทีวีและไม่ได้ซื้อกล่องสัญญาณจากแกรมมี่ รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงการแข่งขันของภาคธุรกิจอย่างเสรีด้วย เมื่อแกรมมี่ได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดมาจากสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปหรือยูฟ่า ก็เป็นสิทธิ์ของแกรมมี่ที่จะระงับการถ่ายทอดสัญญาณ และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังสามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลผ่านทางสายอากาศรับสัญญาณทั่วไปและอินเทอร์เน็ต หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทางยูฟ่าซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจศาลไทย อาจใช้เป็นข้ออ้างทางลิขสิทธิ์ในการระงับการส่งสัญญาณให้ช่อง 3,5,9 อาจทำให้ผู้ชมทั่วประเทศไม่ได้รับชมการถ่ายทอดการแข่งขัน และยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศที่มีต่อประชาคมโลกในเรื่องการรับรองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญญา รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต และอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังการถ่ายทอดสดหรือการแข่งขันกีฬาอื่นๆ ซึ่งเป็นผลเสียที่จะเกิดความเสียหายมากกว่าจึงยังไม่สมควรที่จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระหว่างการพิจารณามาใช้บังคับแก่คดีนี้ มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว

ที่มา : สำนักข่าวไทย

อนุฯ ด้านแรงงานข้ามชาติ สภาทนาย ค้านนโยบายส่งแรงงานหญิงตั้งครรภ์กลับประเทศ
28 มิ.ย. 2555 คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ แถลงค้านนโยบายส่งแรงงานหญิงตั้งครรภ์กลับประเทศ ระบุขัดกฎหมายทั้งระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ ในเรื่องครอบครัว ทั้งจะทำให้มีการทำแท้งเพิ่มขึ้น และนโยบายดังกล่าวละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชน ตลอดจนปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นภาคีและให้สัตยาบัน ทั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๐ ในเรื่องครอบครัวและการเดินทาง

โดยรายละเอียดของแถลงการณ์ระบุว่าเมื่อมีข่าวที่จะส่งแรงงานหญิงตั้งครรภ์กลับแต่ละครั้ง คณะอนุกรรมการฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีแรงงานที่ตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อย ต้องทำแท้งเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งกลับ ซึ่งเป็นการทำแท้งกันเอง ส่งผลให้แรงงานหญิงบางคนได้รับอันตราย การส่งกลับแรงงานหญิงตั้งครรภ์จึงเป็นการละเมิดหลักครอบครัว ที่ได้รับการคุ้มครองอยู่ร่วมกัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับการป้องกัน “ค้ามนุษย์” ตรงกันข้ามกลับเป็นการส่งเสริมการ “ฆ่ามนุษย์” ทารกที่ไม่มีความผิด

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯ กล่าวว่า การส่งกลับหญิงท้อง เป็นการผลักดันไปสู่อันตรายต่อทารกในครรภ์ และอนามัยของแม่ เป็นการแยกครอบครัวออกจากกัน เด็กจะไม่ได้รับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน ไม่ได้รับการพัฒนาจากครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพ่อของเด็กเป็นผู้มีสัญชาติไทย เด็กก็ไม่สามารถแจ้งเกิดอย่างผู้สัญชาติไทยตามหลักสายเลือดได้ เนื่องจากอยู่ต่างประเทศ

“คณะอนุกรรมการฯจึงใคร่เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ทบทวนนโยบายการส่งกลับแรงงานหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลให้ซึ่งกำลังถูกจับตาเรื่องการค้ามนุษย์ มีภาพพจน์เสียยิ่งขึ้น ในทางตรงข้ามให้มาดูแลหญิงและเด็กตามกฎหมายต่อไป” แถลงการณ์ระบุ

ที่มา : ประชาไท
 
ถอนฟ้องคดีถ่านหินสมุทรสาครหลังพอใจแก้ปัญหา
ศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม นัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำที่ ส.4/2554 ระหว่างนายสนธิญา สวัสดี ผู้ฟ้องคดี กับ ผวจ.สมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดี ในกรณีที่ ผวจ.สมุทรสาคร ละเลยการดำเนินการทางกฎหมายเด็ดขาด ในกรณีปล่อยให้มีการขนถ่ายถ่านหินที่บรรทุกทางเรือผ่านแม่น้ำท่าจีนเข้ามาในเขตพื้นที่จ.สมุทรสาคร โดยในคำฟ้อง นายสนธิญาได้ขอให้ศาลมีคำสั่งย้ายผวจ.สมุทรสาครออกจากพื้นที่ และให้จ.สมุทรสาครดำเนินการสั่งห้ามให้มีการขนถ่ายถ่านหิน ผ่านทางแม่น้ำท่าจีน และให้มีการเยียวยาระบบนิเวศทางธรรมชาติที่ได้รับความเสียหาย

โดยในห้องพิจารณาคดี นายสนธิญา ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลว่า ตนไม่คัดค้านหรือยกเลิกคดีดังกล่าว เนื่องจากหลังจากศาลปกครองได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษาคดีเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 54 ที่ให้ ผวจ.สมุทรสาคร ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด ไม่ให้มีการขนถ่ายถ่านหินที่บรรทุกทางเรือผ่านแม่น้ำท่าจีนเข้ามาในเขตจ.สมุทรสาครแล้ว ก็พบว่าผวจ.สมุทรสาครได้บังคับกวดขันจนไม่มีเรือขนถ่ายถ่านหินเข้ามาในพื้นที่อีก และคุณภาพน้ำในแม่น้ำท่าจีนก็มีคุณภาพเช่นเดียวกับก่อนที่จะมีการขนถ่ายถ่านหินแล้วจึงขอถอนฟ้องในคดีนี้

นายมานิตย์ วงศ์เสรี ตุลาการผู้แถลงคดีได้แถลงความเห็นต่อคดีที่ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาขององค์คณะ โดยเห็นว่า คำขอของนายสนธิญา ที่ให้ศาลมีคำสั่งย้ายผวจ.สมุทรสาครภายใน 30 วันไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลจะมีคำบังคับได้ เนื่องจากการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ส่วนที่ขอให้ศาลสั่งให้ผวจ.สมุทรสาครตรวจสอบและคุณภาพน้ำ ในแม่น้ำท่าจีน และให้จ.สมุทรสาครแต่งตั้งตัวแทนประชาชน เข้าร่วมของทุกกระบวนการของการตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่าน้ำที่เน่าเสียในแม่น้ำท่าจีน มีสารปนเปื้อนของถ่านหินหรือไม่ แม้จะอยู่ในบังคับที่ศาลจะพิจารณาวินิจฉัยให้ได้ แต่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผวจ.สมุทรสาครละเลยการปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติในการตรวจสอบหรือควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำท่าจีนหรือไม่ เห็นว่า ผวจ.สมุทรสาครมีหน้าที่ตรวจสอบควบคุมคุณภาพน้ำใมแม่น้ำท่าจีนตามกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.โรงงาน 2535 พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย และยังมีหน้าที่ควบคุมการกฏิบัติหน้าที่ราชการของหน่วยราชการในจังหวัด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อผวจ.สมุทรสาคร มีหนังสือแจ้งหน่วยราชการทราบถึงข้อเท็จจริงของปัญหาคุณภาพน้ำเพื่อให้มีการแก้ไขได้มีการสั่งให้หน่วยราชการ รายงานให้ผวจ.สมุทรสาคร ทราบถึงผลการแก้ไข ต่อมาสำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 5 ได้มีหนังสือแจ้ง ผวจ.สมุทรสาครว่า ได้เฝ้าติดตามคุณภาพน้ำในแม่น้ำท่าจีนโดยตลอด และได้มีการนำผลตรวจคุณภาพน้ำมาเปรียบเทียบเป็นระยะ จากนั้น ผวจ.สมุทรสาครมีหนังสือลงวันที่ 28 ก.พ.54 แจ้งไปยังนายสนธิยาทราบ

นอกจากนี้ยังพบว่า ก่อนที่นายสนธิญาจะได้รับหมายศาลที่มีคำสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ผวจ.สมุทรสาคร ได้มีหนังสือถึงส่วนราชการต่าง ๆ ในจังหวัด และผู้ประกอบการ ขนถ่ายถ่านหินทุกรายให้ดำเนินการหลายอย่าง เช่นการระงับการขนถ่ายถ่ายหิน ให้กรมเจ้าท่าตรวจตราไม่ให้มีการลักลอบขนถ่ายถ่ายหิน และระงับการต่อใบอนุญาตการขนถ่ายถ่านหิน อีกทั้งยังปรากฏว่าเมื่อมีการฟ้องคดีผวจ.สมุทรสาครได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ลงวันที่ 14 ก.ย.54 ในพื้นที่ 4 จุดตามที่นายสนธิญาร้องขอ จากข้อเท็จจริงจึงเห็นได้ว่าตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า ผวจ.สมุทรสาคร ไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร จึงเห็นควรให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้มาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวสิ้นผลไป ซึ่งหลังการพิจารณาองค์คณะได้แจ้งให้คู่กรณีทราบว่า ศาลจะเร่งพิจารณา เพื่อมีคำพิพากษาโดยเร็ว

ที่มา: สำนักข่าวเนชั่น
 
"รสนา"ยัน ม.68 ศาลชะลอแก้ร่าง รธน.ได้
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพฯ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล กล่าวในงานเสวนา"สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย" ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตรวจสอบการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนมาตรา 68 เป็นกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ สามารถยับยั้งการกระทำอันใดที่เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาสิทธิ ผลประโยชน์ของประชาชน รวมถึงการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร และเป็นช่องทางให้เสียงข้างน้อยในการร้องเรียน เพื่อไม่ให้รัฐสภาทำสิ่งใดนอกเหนืออำนาจ

ทั้งนี้ น.ส.รสนา กล่าวอีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับหัวหมอ ที่เข้ามาแก้ในมาตรา 291 ใช้ระบบพวกมากลากไป ที่รัฐสภาเป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมให้เป็นไปตามเจ้าของพรรคที่ต้องการเท่านั้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
 
'ปู' ชิ่งเผือกร้อนให้สภาตัดสินถอนร่างกม.ปรองดอง
29 มิ.ย. 2555 "ปู" เมิน "ขุนค้อน" เตรียมถอนร่างกฎหมายปรองดองออกจากสภา ยันต้องมีการหารือในสภา ยังตอบไม่ได้ พ.ร.บ. จะช่วยลดความแตกแยกหรือไม่

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เตรียมถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ออกจากระเบียบวาระการพิจารณา ว่า เป็นเรื่องและอำนาจของสภาฯ เนื่องจากได้ผ่านขั้นตอนของ ครม.ไปแล้ว ก็คงต้องให้ทางสภาฯ เป็นผู้พิจารณา ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแกนนำ จะมีการนำมาหารือกันในพรรคก่อนหรือไม่ว่า มติของพรรคควรจะสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในส่วนของสภาฯ ไปแล้ว ก็คงต้องไปถกและพิจารณากันในสภาฯ ดีกว่า

เมื่อถามว่าการถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกไปก่อน จะสามารถช่วยลดความแตกแยกในบ้านเมืองได้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวจะให้มาตอบในตอนนี้คงไม่ได้ ส่วนตัวของตนก็ต้องให้เป็นอำนาจของสภาฯ โดยทุกคนต้องคุยกัน เมื่อเรายังไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีไหนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดก็ต้องให้สภาฯ คุยกัน และหารือว่าจะมีทางออกอย่างไร ถ้าไม่คุยกันเลยก็แน่นอนว่าปัญหาต่างๆ ก็จะไม่ได้รับการแก้ไข.

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

 
"สุรนันทน์"โยนDSIสอบทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง 5,000 ล้าน
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงดีเอสไอ โดยแจ้งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนมายังสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงความไม่โปร่งใสในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ไทยเข้มแข็ง หรือเอสพี 2 ของกระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา (สอศ.) ที่ได้รับงบประมาณ 5,000 ล้านบาท ทั้งนี้ตนได้สั่งการให้พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 ตั้งชุดพนักงานสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ตรวจสอบการทุจริตโครงการเอสพี 2 ของสำนักงานอาชีวะฯ พบมูลความผิดอาญา แต่คดีไม่ได้อยู่ในอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ จึงได้ส่งสำนวนคดีพร้อมหลักฐานทั้งหมดไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนตามกฎหมาย

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรมระบุว่า คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์อาชีวศึกษาของสอศ. ภายใต้โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ไทยเข้มแข็ง หรือเอสพี 2 ซึ่งมีนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว โดยจะส่งผลการตรวจสอบไปยังนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ผลการตรวจสอบพบข้อสงสัยถึงความไม่โปร่งใสของโครงการเอสพี 2 โดยการจัดซื้ออุปกรณ์ของวิทยาลัยอาชีวะไม่ผ่านขั้นตอนการยื่นคำร้องระบุความต้องการวัสดุอุปกรณ์ แต่สอศ.ได้กำหนดสเปคและทีโออาร์ทั้งหมดแล้วจัดซื้อจัดจ้าง จากนั้นจึงเรียกผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวะมาทำความตกลงแล้วให้เซ็นรับวัสดุอุปกรณ์ แลกเปลี่ยนกับการนำคณะผอ.วิทยาลัยอาชีวะไปเที่ยวต่างประเทศ โครงการเอสพี 2 จึงเป็นการยัดเยียดอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับวิทยาลัยอาชีวะต่าง ๆ โดยที่ไม่มีความต้องการหรือร้องขอ

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยด้วยว่า จากการตรวจสอบขั้นตอนในการประกวดราคาพบว่ามีบริษัทจดทะเบียนกับกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าเป็นผู้ประกอบการกิจการค้าขายหลายประเภท แต่เน้นขายกระดาษและพลาสติก แต่กลับเป็นผู้ชนะการประกวดราคาครุภัณฑ์ห้องปฏิบัติการเคมี ห้องปฏิบัติการไฟฟ้า และพลังงานทดแทน นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบบริษัทเอกชนบางแห่งชนะการประกวดราคาถึง 4 โครงการ

"ในชั้นการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่าการส่งครุภัณฑ์ ที่มีการสั่งซื้อ และตรวจรับจากส่วนกลางไปให้วิทยาลัยอาชีวะ ซึ่งตามทีโออาร์ระบุว่า เป็นพัสดุ จากประเทศประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อตรวจรับ กลับเป็นวัสดุที่ผลิตในประเทศไทย หรือผลิตในประเทศแถบเอเซียแล้วนำมาประกอบในไทย โดยอุปกรณ์บางรายการที่ระบุในทีโออาร์ว่าเป็นทองคำ เมื่อตรวจสอบกลายเป็นทองเหลือง"แหล่งข่าวระบุ

ที่มา : สำนักข่าวเนชั่น
 
ผู้ผลิต “ตับห่าน” ขู่ฟ้อง WTO หลังแคลิฟอร์เนียสั่งแบนเมนู “ฟัวกราส์”
เอเอฟพี - อุตสาหกรรมผลิตตับห่านในฝรั่งเศสขู่ฟ้องเอาผิดรัฐแคลิฟอร์เนียฐานละเมิดกฎหมายการค้า หลังออกคำสั่งห้ามจำหน่าย “ฟัวกราส์” หรือเมนูตับห่าน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป เนื่องจากมีการร้องเรียนว่ากระบวนการผลิตอาหารชนิดนี้เข้าข่ายทารุณกรรมสัตว์

“เราจะมีการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ในวันจันทร์หน้า (2)” มารี-ปิแอร์ เป หัวหน้าผู้แทนจากคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม CIFOG ระบุ  “บัลแกเรีย และฮังการี ซึ่งอยู่ในสมาพันธ์ผู้ผลิตฟัวกราส์แห่งยุโรป ก็จะขอให้รัฐบาลของพวกเขาร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ว่ารัฐแคลิฟอร์เนียละเมิดกฎหมายของ WTO”

เมื่อปี 2004 ฝ่ายบริหารรัฐแคลิฟอร์เนียออกกฎหมายห้ามผลิตและจำหน่ายฟัวกราส์ โดยอ้างถึงกรรมวิธีอันทารุณในการบังคับให้เป็ดและห่านกินอาหารมากๆ เพื่อให้ตับมีขนาดโตขึ้น โดยให้เวลาผู้ผลิต 7 ปีไปคิดหาวิธีขุนเป็ดและห่านที่ทารุณน้อยกว่าเดิม

ก่อนหน้านั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ยังออกข้อจำกัดด้านสุขอนามัยและสัตวแพทย์ เพื่อควบคุมการผลิตฟัวกราส์ และยังขึ้นภาษีนำเข้าอาหารชนิดนี้ด้วย ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ฝรั่งเศสแทบไม่ได้ส่งออกฟัวกราส์ไปยังสหรัฐฯ เลยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา CIFOG เผย

เฌซัวส์ ฟิลิป บารง ประธานสมาคมผู้ผลิตฟัวกราส์ในฝรั่งเศส กล่าวว่า “บริษัทของเราในต่างประเทศกำลังมองหาตลาดในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริโภคฟัวกราส์กลุ่มใหญ่ที่สุด”

กระนั้นก็ตาม พวกเขายืนยันว่าจำเป็นต้องประท้วงการตัดสินใจของรัฐแคลิฟอร์เนีย  “แม้ผลกระทบด้านการเงินจะไม่มาก แต่คำสั่งแบนของรัฐแคลิฟอร์เนียก็บั่นทอนภาพลักษณ์ของเรา” มารี-ปิแอร์ เป กล่าว

“เนื่องจากเราใส่ใจในสรีรวิทยาของสัตว์ เราจึงไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปได้” เธอเผย พร้อมเสริมว่า หลอดอาหารของเป็ดและห่านนั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่ามนุษย์

“หลายมูลนิธิออกมาประท้วงการสวนหลอดอาหาร (gavage) เป็ดและห่าน แต่พวกเขาไม่ทราบด้วยซ้ำว่ากระบวนการเป็นอย่างไร” มาร์ติน มาลวี ประธานผู้ผลิตฟัวกราส์จากแคว้นมีดี-ปีเรเน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตตับห่านที่สำคัญที่สุดของฝรั่งเศสกล่าว

แม้แต่ชาวแคลิฟอร์เนียเองก็ใช่จะเห็นดีเห็นงามกับกฎหมายแบนฟัวกราส์ไปเสียทุกคน  กวิลเลอร์โม กอนซาเลซ ผู้ผลิตตับห่านเพียงรายเดียวในแคลิฟอร์เนีย ถึงกับต้องปิดกิจการลง ขณะที่ภัตตาคารอีก 300 แห่งที่จำหน่ายเมนูเลิศรสจากฝรั่งเศสชนิดนี้ก็เตรียมออกมาประท้วงแล้ว

“ตราบใดยังมีการใช้ฮอร์โมนเร่งเนื้อวัวและปลูกพืชตัดแต่งพันธุกรรมกันอยู่ พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์สั่งเราว่าจะต้องขุนเป็ดและห่านอย่างไร” มาลวีระบุ

ทั้งนี้ วอชิงตันเคยขึ้นภาษีนำเข้าชีส Roquefort เมื่อปี 2009 เพื่อตอบโต้ที่ยุโรปกีดกันเนื้อวัวสหรัฐฯ ที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโต
 
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์