โซ่ตรวนนักโทษ : มิติทางกฎหมาย

โซ่ตรวนนักโทษ : มิติทางกฎหมาย

เมื่อ 9 ส.ค. 2555
ไฟล์แนบขนาดไฟล์
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.5479.pdf132.22 KB
กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในพ.ร.บ.ราชทัณฑ์.pdf233.74 KB
คำวินิจฉัยศาลปกครอง คดีดำที่ึ747/2550.pdf10.32 MB

“ตรวน” เป็นเครื่องพันธนาการอย่างหนึ่ง ที่กรมราชทัณฑ์นำมาใช้กับนักโทษ ลักษณะของตรวนคือ เป็นห่วงเหล็กที่นำมาคล้องเข้ากับข้อเท้าทั้งสองข้างข้างละ 1 เส้น และร้อยห่วงทั้งสองเข้าด้วยโซ่อีกหนึ่งเส้น เครื่องพันธนาการนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “โซ่ตรวน”

นักโทษที่ใส่ตรวนจะเคลื่อนไหวร่างกายลำบาก  ไม่สามารถก้าวขากว้างๆ ได้ ไม่สามารถเดินหรือวิ่งด้วยความเร็วได้เพราะน้ำหนักของโซ่ตรวนที่ขาทำให้ยากแก่การหลบหนี หรือการต่อสู้ขัดขืนเจ้าพนักงาน
 
ตามปกติแล้ว นักโทษที่ถูกคำพิพากษาให้จำคุก โทษที่เขาได้รับคือการสูญเสียอิสรภาพในการเดินทาง ส่วนนักโทษที่ถูกคำพิพากษาให้ประหารชีวิต โทษของเขาคือการถูกประหารชีวิตเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการที่นักโทษจะต้องถูกพันธนาการด้วยเครื่องมือใดติดตัวตลอดเวลา อันจะทำให้เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวกและได้รับความทุกข์ทรมานทางร่างกาย
 
 
 
 
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตีตรวน
 
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 กำหนดเรื่องการใช้เครื่องพันธนาการไว้ว่า
           
            มาตรา ๑๔  ห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง เว้นแต่
            (๑) เป็นบุคคลที่น่าจะทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น
            (๒) เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตไม่สมประกอบอันอาจเป็นภยันตรายต่อผู้อื่น
            (๓) เป็นบุคคลที่น่าจะพยายามหลบหนีการควบคุม
            (๔) เมื่อถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำ เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการ
            (๕) เมื่อรัฐมนตรีสั่งว่าเป็นการจำเป็นจะต้องใช้เครื่องพันธนาการเนื่องแต่สภาพของเรือนจำหรือสภาพการณ์ของท้องถิ่น
            ภายใต้บังคับอนุมาตรา (๔) และ (๕) แห่งมาตรานี้ ให้พัศดีเป็นเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะสั่งให้ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขังและที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้น
 
ส่วนเครื่องพันธนาการที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ได้เป็นอย่างไรนั้น ต้องดูในกฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความใน มาตรา ๕๘ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ซึ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ กฎกระทรวงนี้ถูกแก้ไขหลายครั้งตามยุคสมัยและวิธีคิดเกี่ยวกับการดูแลนักโทษจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งกำหนดไว้ว่า 
 
            ข้อ ๒๕ เครื่องพันธนาการที่จะใช้แก่ผู้ต้องขังนั้นมี ๔ ประเภท คือ
            (๑) ตรวน
            (๒) กุญแจมือ
            (๓) กุญแจเท้า
            (๔) โซ่ล่าม
 
            ข้อ ๒๖ ตรวนมี ๓ ขนาด คือ
            (๑) ขนาดที่ ๑ วัดผ่าศูนย์กลางเหล็กวงแหวน ๑๐ มิลลิเมตร
            (๒) ขนาดที่ ๒ วัดผ่าศูนย์กลางเหล็กวงแหวน ๑๒ มิลลิเมตร
            (๓) ขนาดที่ ๓ วัดผ่าศูนย์กลางเหล็กวงแหวน ๑๗ มิลลิเมตร
            โซ่ระหว่างวงแหวนของตรวนขนาดที่ ๑ และขนาดที่ ๓ ให้มีความยาวไม่น้อยกว่า ๕๐ เซนติเมตรและไม่เกิน ๗๕ เซนติเมตร กับให้มีขนาดของลูกโซ่ซึ่งวัดผ่าศูนย์กลางเหล็กสำหรับขนาดที่ ๑ ไม่เกิน ๑๐ มิลลิเมตร และสำหรับขนาดที่ ๓ ไม่เกิน ๑๗ มิลลิเมตร ส่วนโซ่ระหว่างวงแหวนของตรวนขนาดที่ ๒ ให้มีความยาวไม่น้อยกว่า ๕๐ เซนติเมตร และไม่เกิน ๗๐ เซนติเมตร กับให้มีขนาดของลูกโซ่ซึ่งวัดผ่าศูนย์กลางเหล็กไม่เกิน ๔.๗๕ มิลลิเมตร
 
            ข้อ ๒๘  การใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังนั้น โดยปกติให้ใช้ตรวนขนาดที่ ๑ หรือขนาดที่ ๒ หรือกุญแจเท้า เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุจำเป็นหรือศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกผู้ต้องขังนั้นตั้งแต่สามปีขึ้นไป หรือเป็นผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์จะใช้ตรวนขนาดที่ ๓ ก็ได้
            เมื่อมีเหตุน่าเชื่อว่าผู้ต้องขังจะทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายผู้อื่น และเห็นว่าไม่มีทางอื่นที่จะป้องกันได้ดีกว่า ให้ใช้กุญแจมือหรือโซ่ล่ามเพิ่มขึ้นนอกจากตรวน หรือกุญแจเท้าได้
            ในกรณีที่ต้องนำตัวคนต้องขังหรือคนฝากไปนอกเรือนจำ ถ้าจะใช้เครื่องพันธนาการ ให้ใช้กุญแจมือ เว้นแต่คนต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์จะใช้ตรวนหรือกุญแจเท้าก็ได้
 
กฎกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้เป็นกฎที่กำหนดที่ทางของการใช้ตรวนกับนักโทษไว้อย่างชัดเจน ว่าตรวนมีลักษณะอย่างไร มีขนาดเท่าไร และจะใช้อย่างไร เมื่อประกอบกับมาตรา 14 ของพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขที่จะนำตรวนมาใช้กับนักโทษไว้ จึงถือว่ามีกฎหมายกำหนดกรอบกติกาการใช้ตรวนไว้เรียบร้อยแล้ว
 
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กรมราชทัณฑ์ยังใช้บันทึกข้อความ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาจำและถอดเครื่องพันธนาการ (ตรวน) ให้แก่ผู้ต้องขัง ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2548 กำหนดให้ผู้ต้องขังที่ต้องโทษประหารชีวิตจำเครื่องพันธนาการไว้ตลอดด้วย ทำให้นักโทษที่ถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตทุกคนจะต้องถูกตีตรวนทันทีที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำ และจะต้องถูกพันธนาการไว้ตลอดจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา หรือได้รับการอภัยโทษ หรือถูกประหารชีวิตเรียบร้อยแล้ว
 
มีการกล่าวกันว่า [1] สำหรับนักโทษคดียาเสพติด มีกติกาอยู่ด้วยว่า การใส่ตรวนจะพิจารณาจากจำนวนของกลาง 
หากของกลางยาบ้าไม่เกิน 1,000 เม็ด ก็ไม่ต้องถูกใส่ตรวน
หากของกลางยาบ้า 1,000 – 100,000 เม็ด จะถูกใส่ตรวนที่เบาที่สุดคือประมาณ 2 กิโลกรัม มีห่วงโซ่ 16 ห่วง
หากของกลางยาบ้า 100,000 – 1,000,000 เม็ด จะถูกใส่ตรวนที่หนักประมาณ 5 กิโลกรัม มีห่วงโซ่ 12 ห่วง
หากของกลางยาบ้า 1,000,000 เม็ดขึ้นไป จะถูกใส่ตรวนที่หนักที่สุดคือประมาณ 10 กิโลกรัม มีห่วงโซ่ 6 ห่วง
ส่วนคดีความผิดฐานอื่นก็จะถูกตีตรวนตามความหนักเบาของคดี
 
แต่การใส่ตรวนยังมีข้อยกเว้นตามกฎกระทรวงมหาดไทย สำหรับนักโทษที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หรือนักโทษหญิง ก็ไม่ต้องใส่ตรวน 
 
            ข้อ ๒๙  เครื่องพันธนาการซึ่งกำหนดไว้ในกฎนี้ มิให้ใช้แก่ผู้ต้องขังอายุเกิน ๖๐ ปี หรือผู้ต้องขังหญิง เว้นแต่เป็นคนดุร้ายหรือเสียจริตซึ่งจำต้องป้องกันมิให้ก่อภยันตรายหรือเป็นผู้ต้องขังชายซึ่งดำเนินตามความในข้อก่อน
 
 
คำพิพากษาบรรทัดฐาน
 
การใส่ตรวนให้นักโทษประหารชีวิตชีวิตทุกคนโดยไม่ีมีเหตุผลอื่น และการใส่ตรวนนักโทษทุกครั้งที่ต้องนำตัวไปศาล ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ที่ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้นักโทษได้รับความทุกข์ทรมาน และไม่มีเหตุจำเป็นให้ใส่เครื่องพันธนาการได้ตามมาตรา 14 ของพ.ร.บ.ราชทัณฑ์  
 
ประเด็นนี้ถูกนำไปสู่การวินิจฉัยของศาลปกครอง ในคดีหมายเลขดำที่ 747/2550 หรือคดีหมายเลขแดงที่ 1438/2552 ผู้ฟ้องคดีคือนาย มาล์คอม เดนิส ลิม เซียว พิง ชาวมาเลเซียผู้ต้องโทษประหารชีวิตฐานมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฟ้อง กรมราชทัณฑ์ ขอให้ปลดตรวนที่ตนถูกบังคับให้ใส่
 
ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่า ตนถูกพันธนาการด้วยตรวนน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัมมาตั้งแต่ปี 2549 โดยที่กรมราชทัณฑ์ไม่มีอำนาจใส่ตรวนตน เพราะพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ใส่ตรวนนักโทษเพราะเหตุว่าศาลมีคำพิพากษาลงโทษสูง การใส่ตรวนจึงขัดต่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล
 
ขณะที่กรมราชทัณฑ์ต่อสู้ว่า การพิจารณาว่าบุคคลใดน่าจะพยายามหลบหนีการควบคุมหรือไม่ ต้องพิจารณา ระบบเสริมความมั่นคงของเรือนจำประกอบด้วย และผู้ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิตย่อมมีแรงจูงใจโดยสัญชาตญาณที่ต้องการรักษาชีวิตให้รอด ซึ่งทางหนึ่งก็คือการหลบหนี การปล่อยให้ผู้ต้องขังเคลื่อนไหวร่างการได้โดยอิสระแล้วอาจรวมตัวกันก่อเหตุร้ายด้วยการแหก(หัก)เรือนจำเพื่อหลบหนีได้ การใส่ตรวนจึงเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 14(3)
 
คดีนี้ศาลปกครองมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 วางบรรทัดฐานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใส่ตรวนนักโทษไว้หลายประการ เช่น
            
            1. ศาลเห็นว่าการใส่ตรวนนักโทษเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีลักษณะเป็นการทรมาน ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และมาตรา32 และเป็นการทำให้เสียหายต่อร่างกายขัดต่อมาตรา 420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
 
            2. ศาลเห็นว่า การใส่ตรวนขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ข้อ 1, 5 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 7, 10(1) ซึ่งมีผลใช้บังคับในประเทศไทย และขัดต่อกฎมาตรฐานขั้นต่ำของการปฏิบัติต่อนักโทษขององค์การสหประชาชาติ ข้อ33 ซึ่งแม้ไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศไทย แต่ก็เป็นเอกสารที่สังคมสหประชาชาติเห็นชอบ กรมราชทัณฑ์จึงควรใช้เป็นแนวทางด้วย และศาลก็สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาถึงความเหมาะสมของการใช้เครื่องพันธนาการได้
 
            3. ศาลเห็นว่า การอ้างเรื่องระบบความมั่นคงของเรือนจำนั้น เป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ที่ต้องควบคุมตัวผู้ต้องขัง การอ้างข้อขัดข้องด้านอาคารสถานที่ที่ไม่รัดกุมเพียงพอเพื่อใส่ตรวนผู้ต้องขัง เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่คำนึงถึงผลร้ายที่จะตกกับผู้ต้องขัง
 
            4. ศาลเห็นว่า การจำตรวนผู้ต้องขังที่มีโทษประหารชีวิตไว้ตลอดเวลาโดยเห็นว่าเป็นบุคคลที่น่าจะพยายามหลบหนี ตามมาตรา 14(3) โดยไม่ได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ของผู้ต้องขังแต่ละรายว่าจะหลบหนีหรือไม่ แต่นำเหตุเรื่องโทษประหารชีวิตมาเป็นข้อสันนิษฐานว่าผู้ต้องขังจะหลบหนี ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และเป็นการคาดการณ์ของกรมราชทัณฑ์ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต
 
            5. ศาลเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะถูกควบคุมตัวอยู่ในอำนาจของกรมราชทัณฑ์ตามคำพิพากษาของศาล แต่เป็นเพียงการสั่งให้ควบคุมหรือจำคุกซึ่งหมายถึงการจำกัดอิสรภาพเท่านั้น กรมราชทัณฑ์ไม่มีสิทธิที่จะกระทำการใดๆ แก่เนื้อตัวร่างกายของผู้ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้
 
ดังนั้นศาลปกครองจึงพิพากษาให้กรมราชทัณฑ์ระงับการจำตรวนแก่นายมาล์คอม เดนิส ลิม เซียว พิง ผู้ฟ้องคดี 
 
แต่อย่างไรก็ดี กรมราชทัณฑ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครอง ต่อศาลปกครองสูงสุด ขณะนี้คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ทำให้ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน นายมาล์คอม ยังต้องใส่ตรวนอยู่และยังไม่ได้รับการปลดเลย แม้ว่าจะมีคำพิพากษาศาลปกครองรองรับอยู่แล้วก็ตาม
 
จึงน่าสนใจว่าศาลปกครองสูงสุดจะวินิจฉัยกรณีนี้แตกต่างไปจากศาลปกครองหรือไม่อย่างไร หากศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น คดีนี้อาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญให้กับการใส่ตรวนนักโทษที่ได้รับโทษประหารชีวิตรายอื่นในเรือนจำของไทยต่อไปด้วย 
 
แต่ยังมีปัญหาน่าคิดอีกว่า กรณีการใส่ตรวนนักโทษทุกคนทุกกรณีเมื่อนำตัวออกไปนอกเรือนจำโดยไม่ปรากฏเหตุสมควรใดเป็นการเฉพาะจะชอบด้วยพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 14(4) หรือไม่ มีวิธีการอื่นหรือไม่ที่อาจที่กระทบต่อความเป็นมนุษย์ของนักโทษน้อยกว่า เช่น การใช้เครื่องพันธนาการอื่นอย่างเช่นกุญแจมือ ก็อาจเพียงพอสำหรับการป้องกันการหลบหนีได้
 
 
 
 
 
................................................
[1] ส.แม่ปิง, สารคดีเรื่อง 3,000 วัน บนเส้นทางแห่งการสูญเสียอิสรภาพสู่นรกบนดิน, อิสรภาพบนเส้นบรรทัด ๑๓ นักโทษประหาร (พิมพ์ครั้ง 4), กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สารคดี , 2555
 
 
 

Comments

 

หรือข้อเขียนชิ้นนี้มีข้อบกพร่องมากมายหลายประการ น่าผิดหวังว่าทางผู้จัดทำเว็บไซต์ควรจะมีมาตรฐานที่ดีกว่านี้ในการอ้างอิงและตรวจสอบข้อมูล หากต้องการเขียนงานออกมาเพื่อให้ผู้อื่นนำไปใช้อ้างอิงได้ แต่ถ้าหากต้องการเขียนเพียงแค่แสดงทัศนคติก็ควรจะใส่ใจกับความถูกต้องของข้อมูลเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้เขียนอ้างว่าเป็นบทความที่เผยให้เห็นแง่มุมทางกฎหมาย ไม่น่าเชื่อว่าบทความที่เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดในการอ้างอิงและให้คำนิยามเช่นนี้จะได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการเว็บไซต์ให้เผยแพร่

1) “ตรวน” เป็นเครื่องพันธนาการอย่างหนึ่ง ที่กรมราชทัณฑ์นำมาใช้กับนักโทษ ลักษณะของตรวนคือ เป็นห่วงเหล็กที่นำมาคล้องเข้ากับข้อเท้าทั้งสองข้างข้างละ 1 เส้น และร้อยห่วงทั้งสองเข้าด้วยโซ่อีกหนึ่งเส้น เครื่องพันธนาการนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “โซ่ตรวน” (เพราะทำให้เข้าใจว่า เป็นคนละอย่างกัน การใส่ห่วงอย่างเดียว กับใส่ห่วงที่มีโซ่ร้อย แต่จริงๆคือมีอย่างเดียวใช่ม้า?) 

ตรงนี้ไม่ทราบว่าผู้เขียนต้องการจะถามผู้อ่านหรือว่าสื่อสารกับใคร และไม่ทราบว่าต้องการจะให้ผู้อ่านเข้าใจว่าอย่างไร เพราะตามกฎกระทรวงมหาดไทยออกตามความในมาตรา 58 นั้นได้กล่าวถึงทั้งตรวนและโซ่ หากผู้เขียนไม่มีความรู้เพียงพอว่าทั้งสองสิ่งนี้ใช่เครื่องมือเดียวกันหรือไม่ ก็ควรจะสละเวลาหาความรู้เพิ่มเติมก่อนที่จะเขียนบทความเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้อื่น (ซึ่งเป็นความรู้ที่แม้กระทั่งตัวผู้เขียนเองยังไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิดอย่างไร แล้วผู้อ่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผู้เขียนเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องที่เขียนอย่างแท้จริง)

 

2) ตามปกติแล้ว นักโทษที่ถูกคำพิพากษาให้จำคุก โทษที่เขาได้รับคือการสูญเสียอิสรภาพในการเดินทาง

ตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศแล้ว ไม่มีใครหรือผู้ใดพูดถึงโทษจำคุกในลักษณะที่ผู้เขียนกล่าวว่าเป็นการ "สูญเสียอิสรภาพในการเดินทาง" อ้างอิงจากกลไกสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติที่มีชื่อว่า Body of Principles for the Protection of All Persons under Any Form of Detention or Imprisonment  ได้ให้คำจำกัดความผู้ต้องขัง (Imprisoned person) และการจำคุก (Imprisonment) ไว้ว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล (Personal liberty) ซึ่งกินความกว้างไกลกว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้อธิบายไว้ในบทความว่าเป็น "อิสรภาพในการเดินทาง" มากมายนัก

หากผู้เขียนและทางเว็บไซต์ต้องการเขียนบทความเพื่อให้บุคคลอื่นใช้อ้างอิงต่อไป ควรจะมีการอ้างอิงที่ถูกต้องจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มิใช่กำหนดนิยามหรือคำจำกัดความของศัพท์ต่างๆ ขึ้นมาใหม่ตามใจผู้เขียนและเป็นคำจำกัดความที่ไม่ถูกต้องเมื่อเทียบกับคำนิยามสากล อันจะทำให้ผู้อ่านบางท่านซึ่งอาจจะไม่ได้ตรวจทานเข้าใจผิดและนำไปใช้ต่ออย่างผิดๆ การอ้างอิงถือเป็นส่วนสำคัญของการเขียนงานในลักษณะวิชาการหรือกึ่งวิชาการที่ผู้เขียนและทางเว็บไซต์ควรจะให้ความสำคัญมากกว่านี้ ตรงนี้ถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงอย่างไม่น่าให้อภัย หากกล่าวประสาชาวบ้านก็อาจจะเรียกได้ว่าผู้เขียนนั้น "มั่ว" ข้อมูลและขาดความน่าเชื่อถือ แต่หากเป็นข้อเขียนแสดงความคิดเห็นในเชิงส่วนตัว แม้ว่าจะไม่ต้องการการอ้างอิง แต่การให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อผู้อ่านก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

แม้ว่าเรื่องราวที่นำเสนอจะมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อข้อมูลที่ให้มามีความสับสนและไม่มีการอ้างอิงอย่างเหมาะสม ทำให้บทความที่ควรจะพูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังกลายเป็นเพียงข้อเขียนชิ้นนี้ (ซึ่งถ้าผู้เขียนเป็นเด็กฝึกงานก็จะไม่แปลกใจแต่อย่างใด) ดูเหมือนการบ้านของเด็กมหาวิทยาลัยที่เอาข้อกฎหมายมาวางเรียงกัน เหมือนสักแต่ว่าจะทำส่งครูบาอาจารย์ให้จบเรื่องจบราว แต่ไม่มีความตั้งใจและความเป็นมืออาชีพอยู่ในชิ้นงาน