ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน 'ยูเอ็น' แถลง 'ยินดี' ต่อการออกรายงานคอป.
เมื่อ วันที่ 18 ก.ย. 55 นาวี พิลเล ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แถลงแสดงความยินดีต่อการเผยแพร่รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อเดือน เม.ย. - พ.ค. 53 และย้ำถึงข้อเสนอของคอป. ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย และให้กองทัพเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลควรต้องนำไปปฏิบัติ
ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ชี้ว่า การออกรายงานดังกล่าวของคอป. นับเป็นก้าวที่สำคัญในการได้มาซึ่งความโปร่งใสและการปรองดองในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมไทย ถึงแม้รายงานดังกล่าวจะล้มเหลวในการระบุผู้กระทำความผิดในความรุนแรงครั้ง นั้น แต่ก็ประกอบด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่น และยังได้เสนอแนะให้หาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษอย่างเร่งด่วน
"การปฏิรูปกฎหมายและสถาบันตามข้อเสนอในรายงาน จะช่วยทำให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น" ข้าหลวงใหญ่แห่งสิทธิมนุษยชนกล่าว "การนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ จะไม่เพียงแต่สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับประเทศไทย แต่ยังมีความหมายสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย" โดยเฉพาะข้อเสนอที่ทำให้กองทัพเป็นกลางทางการเมือง การทำให้ตุลาการเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น และการปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อพิทักษ์เสรีภาพทางการแสดงออกในไทย
นอกจากนี้ ข้าหลวงใหญ่ฯ ชี้ว่า ยังมีข้อกังวลถึงเรื่องการเก็บรักษาข้อมูลหลักฐานที่รวบรวมไว้ได้โดยคอป. และดีเอสไอ ที่จำเป็นต่อการหาความจริงและการตรวจสอบต่อไปในอนาคต โดยได้ย้ำให้รัฐบาลมีมาตรการที่จำเป็นในการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าวด้วย
ที่มา : ประชาไท
เพื่อไทยเตรียมเสนอรัฐบาลตั้ง กก.ตรวจสอบรายงาน คอป.
นาย จิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ส.ส.ในพื้นที่ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2553 ไม่น้อยกว่า 20 จังหวัด ทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งระบุว่า ประชาชนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ ไม่พอใจรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง แห่งชาติ (คอป.) เพราะไม่มีส่วนใดที่ระบุถึงผู้ที่กระทำต่อประชาชน โดยญาติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตบางส่วนพร้อมจะรวมตัวกันเพื่อไปถามหาความจริง จาก คอป.
นอกจากนี้ ส.ส.บางส่วนของพรรคจะเสนอต่อรัฐบาลให้ตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงขึ้นมาอีก 1 ชุด ทำรายงานแบบคู่ขนานในประเด็นต่อประเด็น เพื่อตรวจสอบรายงานของ คอป. โดยจะเสนอให้ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยพิจารณาในวันอังคารนี้ ก่อนจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์
"สมชาย"ซัด คอป.อย่าจุ้นเสนอ"ทักษิณ"ควรอยู่ ตปท.ต่อ ชี้คิดเองได้
นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) เสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณเสียสละนั้น ก็เป็นมุมมองของ นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป. และเป็นมุมมองของ คอป. แต่คงไม่จำเป็นต้องตรงกับมุมมองของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือคนอื่น หากจะพูดความจริงวันนี้ ถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนร้าย เป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ ที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายหรือทำร้ายใครหรือไม่ ตนก็ยังมองไม่เห็น เพราะคดีความที่ท่านโดนคือการเซ็นให้คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ อดีตภริยา ไปซื้อที่ดินรัชดา ที่เห็นผิดก็อยู่ตรงนี้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริตก่อการร้ายตามที่ถูกกล่าวหา
"ข้อเสนอที่นายคณิต และ คอป.บอกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ต่างประเทศต่อไป น่าจะเป็นการก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพส่วนตัว เพราะผมคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องเป็นคนคิดเองว่าจะอยู่ที่ไหน หรืออย่างน้อยประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องช่วยกันคิดหากท่านเข้ามาจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์หรือเสียหาย ก็ต้องไปพูดกัน ดังนั้น การเสนอให้อยู่ต่างประเทศต้องมีเหตุผลพอสมควร ผมก็ไม่อยากวิจารณ์ คอป.เพราะเป็นคนที่รักใคร่กันทั้งนั้น แต่ผมขอพูดตามเนื้อผ้า" นายสมชายระบุ
ที่มา : มติชนออนไลน์
ปชป.จี้นายกฯ ส่งสัญญาณชัดเจนหลัง คอป.สรุปผลรายงาน
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็น และส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่าจะเดินหน้าปฏิบัติอย่างไร หลังคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. มีรายงานสรุปความคิดเห็นออกมา จึงอยากให้ นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นผู้นำ โดยการนำข้อคิดเห็นขององค์การสหประชาชาติที่ชื่นชมรายงานฉบับนี้ ไปกำหนดแนวทางในการปฏิบัติด้วย
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์
“มาร์ค”เตรียมฟ้อง“ธาริต” ฉุนตั้งข้อหาฆาตกรรม “พัน คำกอง”
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะตั้งข้อกล่าวหาตนและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และผอ.ศอฉ. ฐานสั่งฆ่านายพัน คำกอง ว่า ได้ให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมการให้สัมภาษณ์ของผู้เกี่ยวข้องเอาไว้ เพื่อดำเนินการทางกฎหมายแล้ว เพราะคำสั่งศาลในการไต่สวนและคำสัมภาษณ์ของอธิบดีศาลอาญา ระบุว่ายังมีขั้นตอนในการดำเนินการต่ออีก ไม่ใช่ลักษณะการตั้งธงซึ่งเกินสภาพความเป็นจริง เพราะคำสั่งของศาลยังไม่บอกว่ามีเจตนาฆ่า แต่ทำไมผู้ที่เกี่ยวข้องพยายามไปตั้งข้อกล่าวหาในลักษณะนั้น ตนและนายสุเทพยอมรับกระบวนการยุติธรรม และขอเรียกร้องให้ผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการปรองดองที่แท้จริง
นายอภิสิทธิ์ ยังเรียกร้องไปยังรัฐบาลที่ยืนยันว่า การปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ ขอให้ยอมรับในข้อเท็จจริง วันนี้ คอป.มีข้อเสนอมาแล้ว แต่รัฐบาลมีผู้สนับสนุนที่พยายามดิสเครดิต ไม่ยอมรับให้กระบวนการนี้เดินหน้าต่อ ถือว่าขัดต่อนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อสภา อยากให้รัฐบาลได้ตั้งหลักให้ดี และตนเห็นว่าได้มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกมาให้ความเห็น จึงอยากบอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณก็เช่นกัน ขอให้มายอมรับกระบวนการยุติธรรม คดีก่อการร้ายที่ค้างอยู่ อย่าบิดเบือน
ส่วนพรรคเพื่อไทย เสนอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อหักล้างผลสรุปของคอป.นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย คือ ใครที่พูดตรงใจก็บอกว่าเป็นความจริง แต่ถ้าไม่ตรงใจก็ไม่เอา ซึ่งจะนำไปสู่ความปรองดองไม่ได้ ถ้าทุกฝ่ายทำแบบพรรคเพื่อไทย สังคมก็ย่ำอยู่ที่เดิม
“ตอนนี้คอป. สรุปผลมาแล้ว เราจึงต้องแสวงหาความจริงร่วม เพื่อเดินไปข้างหน้า ไม่ได้หมายความว่าต้องเชื่อ คอป. ทั้งหมด ถ้าไม่ทำเท่ากับว่าไม่อยากปรองดอง พยายามยัดเยียดความคิดตัวเอง โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง แต่แม้ คอป.จะหมดวาระไปแล้ว แต่ก็ควรที่จะเสียสละเพิ่มเติมในการทำความเข้าใจ”
ที่มา : ผู้จัดการ ASTV
หม่อมน้อยยันไม่ปรับเนื้อหาจันดารา
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 55 ที่ห้องประชุม ชั้น 9 อาคาร ไอบีเอ็ม ที่ตั้งบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ได้รับการร้องเรียนจากเครือข่ายเฝ้าระวังสื่อภาคประชาชนถึงภาพยนตร์เรื่อง “จัน ดารา” ซึ่งกำลังเป็นที่ฮือฮาในสังคม เรื่องภาพที่นำเสนอออกมาอย่างไม่เหมาะสม โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้มีบทบาทใดๆ ในเรื่องนี้
ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย เผยว่า ในตอนแรกของการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ตนในฐานะผู้กำกับและนายสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ผู้อำนวยการสร้างคุยกันว่าการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจะต้องเปิดกฎหมายทำ ควบคู่ไปด้วย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังอีโรติก ซึ่งจะไม่มีภาพเหล่านั้นไม่ได้ ตั้งแต่การเขียนบทรวมไปถึงการถ่ายทำ เรายึดกฎหมายเป็นหลัก โดยเลี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายทุกชนิด จากนั้นเมื่อเข้าสู่คณะกรรมการเซ็นเซอร์ของกระทรวงวัฒนธรรม เจ้าหน้าที่ก็ให้เรทหนังอยู่ที่ 18+ และก็เข้าใจในเจตนารมณ์ของการทำหนังเรื่องนี้ ว่าไม่ได้ส่อไปในเรื่องอนาจาร และหลังจากที่หนังเข้าฉายแล้วพบว่าผู้ชมกว่าครึ่งเห็นตามกันว่าหนังไม่ได้ ส่อไปในอนาจารเช่นกัน จึงคิดว่าไม่ใช่น่าจะใช่ประเด็นในเรื่องที่ว่ากระทรวงวัฒนธรรมเกรงใจฝั่งตน
ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย กล่าวต่อว่า ในการจัดเรทการชมภาพยนตร์ 18+ ซึ่งในข้อที่ 5 ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอามยุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. เนื้อหาที่แสดงการมีเพศสัมพันธ์ที่เห็นอวัยวะเพศ 2. เนื้อหาที่แสดงวิธีการก่ออาชญากรรมที่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรง และอาจชักจูง หรือส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ 3. เนื้อหาที่แสดงถึงการสารเสพติดซึ่งอาจชักจูงใจให้ผู้ชมเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดตามข้อกฎหมาย และในการพิจารณาให้เรท 18 + ดังกล่าว ทางกองเซ็นเซอร์ก็คงจะไม่ได้ยึดแต่ตามกฎหมายอย่างเดียว โดยใช้หลักจริยธรรมและศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง และน่าจะพิจารณาไปตามเนื้อหาของหนัง ดังนั้นตนจึงคิดว่าทางกระทรวงวัฒนธรรมคงไม่ได้ละเลยหรืออย่างไร
“ประเด็นในหนังเรื่องนี้ หากใครได้ดูแล้วจะรู้ คือเราต้องการให้คนรุ่นใหม่ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินคน แต่อยากให้ดูนานๆ โดยจะเห็นในบทส่งท้าย คือปัจฉิมบทว่าใครที่เห็นว่าดี แท้จริงแล้วอาจไม่ดีจริงก็ได้”
ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย กล่าวเพิ่มเติมว่า แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้ ที่จะสามารถชักจูงเด็กไปในทางไม่ดี ไม่ใช่สื่อหนัง แต่เป็นสื่อทีวีและอินเตอร์เน็ต เพราะเด็กรุ่นใหม่สามารถรับชมผ่านมือถือได้แล้ว ซึ่งคิดว่าท่านสว. หรือคณะรัฐบาลควรจะมุ่งประเด็นในเรื่องนั้นมากกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรในหนังหรือเปล่า ผู้กำกับคนดังกล่าวว่า คงไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไร เพราะไม่เห็นว่าตรงไหนที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งเรามีคำอธิบายได้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่แล้วความจริงที่เกิดข่าวนี้ ขึ้นมา ถือว่าเป็นสิ่งดีเพราะถือเป็นอุทาหรณ์ด้วยซ้ำ ต้องขอบคุณท่านสว.ที่ช่วยเปิดประเด็น ทำให้เราได้มาอธิบายตรงๆ ถึงกฎเกณฑ์ของเรตติ้ง ว่า 18+ เป็นอย่างไร จะได้เข้าใจตรงกัน
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
สภาฯรับหลักการ ร่างกฎหมายจัดการศึกษาคนพิการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ซึ่ง นายกนก วงศ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ เป็นผู้เสนอ ด้วยเสียง 346 ต่อ 12 เสียง หลังจากที่ใช้เวลาอภิปรายสนับสนุนนานหลายชั่วโมง ทั้งนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญขึ้นมาพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว
ที่มา : สำนักข่าวเนชั่น
สภาฯรับหลักการ ร่างพ.ร.บ.ตั้งกองทุนสงเคราะห์อดีตสมาชิกรัฐสภา
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 55 มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิก รัฐสภา พ.ศ.... ซึ่งนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กับคณะ และ นายปรีชา มุสิกุล ส.ส.กำแพงเพชร พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ เป็นผู้เสนอ โดยนายไพจิต กล่าวนำเสนอหลักการต่อที่ประชุมว่า การเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อระดมเงินตั้งกองทุน ไว้ช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาที่เคยได้ทำงานเพื่อบ้านเมือง ในช่วงที่เจ็บป่วย หรือ ทุพพลภาพ รวมถึงเสียชีวิต ทั้งนี้ในปี 2554 มีอดีตสมาชิกรัฐสภา เป็นสมาชิกผ่านการลงทะเบียน รวม 5,269 คน โดยที่ผ่านมามีการใช้เงินเพื่อสงเคราะห์อดีตสมาชิกรัฐสภา ซึ่งได้จากการบริจาคในงานสันนิบาตสโมสรรัฐสภา รวมทั้งสิ้น 31 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่ารักษาพยาบาล จำนวน 14 ล้านบาท และ ค่าสงเคราะห์ศพ 327 ราย จำนวน 17 ล้านบาท
ทั้งนี้มีส.ส.อภิปรายสนับสนุนและเสนอแนะอย่างหลากหลาย อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าเงินกองทุนดังกล่าว ควรให้เป็นรูปแบบของเงินออมสะสม ดีกว่ารูปแบบเดิมที่เก็บรายละ 500 บาท ในช่วงที่มีต้องนำไปใช้จ่ายในการสงเคราะห์ค่าทำศพสมาชิกรัฐสภา นอกจากนั้นแล้วควรมีการขยายขอบเขตของกองทุน เช่น สมาชิกสามารถกู้ยืมเงิน เบี้ยบำนาญสมาชิก
ด้านนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ถือเป็นเรื่องที่กล้าหาญที่ส.ส.ทำในสิ่งที่ประชาชนคัดค้านมาตลอด อย่างไรก็ตามตนขอเสนอให้ระบุว่าการตั้งกองทุนดังกล่าวไม่ใช่ทำเพื่อสมาชิก รัฐสภาสมัยปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อลดการกระแสต่อต้านจากสังคม
หลังจากที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมมีมติรับหลักการ ด้วยเสียง 325 เสียง ต่อ 3 เสียง จากนั้นได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานในสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พบว่าในมาตรา 7 ที่มาของกองทุน ต้องมาจาก 1.เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ 2.เงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 3.เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน 4.เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค และ 5.ดอกผลของเงินกองทุน ส่วนคณะบริหารกองทุนกำหนดให้ประธานรัฐสภา เป็นประธานกองทุน ให้ประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานกองทุน มีประธานกรรมาธิการกิจการสภา, วุฒิสภา ปลัดกระทรวงการคลังหรือผู้แทน และมีกรรมการจากการแต่งตั้ง จำนวน 10 คน ประกอบด้วย ตัวแทน ส.ส. 5 คน ตัวแทนส.ว. 3 คน ตัวแทนอดีตส.ส. และ ส.ว. อย่างละ 1 คน นอกจากนั้นให้เลขาธิการสภาฯ เป็นเลขานุการกองทุน และให้เลขาธิการวุฒิสภา เป็นผู้ช่วยเลขาธิการกองทุน ส่วนข้อบังคับเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายทั้งนี้กรรมการกองทุนมีอำนาจ ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่มา : สำนักข่าวเนชั่น
เยาวชนหนุนกฎหมายบุหรี่ใหม่ วอนผู้ใหญ่อย่าขวางพาถอยหลัง
ในเวทีรับฟังความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบ นางสาวจิราภรณ์ กมลรังสรรค์ เครือข่ายเยาวชนแก๊งปากดี กล่าวว่า อยากให้สังคมไทยก้าวหน้าไปในทางที่ดีขึ้น กฎหมายคุมบุหรี่ฉบับใหม่นี้ จะเป็นตัวพิสูจน์ว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีความจริงใจและมีความรับผิดชอบในสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเยาวชนไทย หรือไม่
นางสาวจิราภรณ์ กล่าวว่า มาตรา 27 ถือว่าสำคัญสุด ที่แก้ไขผู้ขายหรือให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากกฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ที่ห้ามแค่อายุต่ำกว่า 18 ปี มาตรานี้จะมีผลในการลดการริเริ่มสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชน เพราะหากเยาวชนอายุเกิน 20 ปีแล้วยังไม่เริ่มสูบบุหรี่ เขาก็จะมีโอกาสติดบุหรี่ยากขึ้น
น.ส.จิราภรณ์ กล่าวต่อไปว่า อีกมาตราที่จะมีผลดีต่อเด็กอย่างมากคือ มาตรา 29 ที่กำหนดว่า การขายผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรต ต้องมีขนาดบรรจุไม่ต่ำกว่ายี่สิบมวน ทั้งนี้ ต้องขายทั้งซอง ห้ามแบ่งขาย มาตรานี้ช่วยให้ลูกหลานไทยติดบุหรี่น้อยลง เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักจะซื้อแบบแบ่งขาย ถือเป็นการสนับสนุนให้เด็กเข้าถึงและทดลองสูบบุหรี่ได้ง่ายจนเกิดการติด บุหรี่ขึ้น
อ่านเพิ่มเติม : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
สธ.เล็งแก้กฎหมาย เพิ่มโอกาสไทยทำวัคซีนดันวาระแห่งชาติ
รมช.สาธารณสุข เผยเตรียมปรับปรุง พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 เพิ่มโอกาสไทยผลิตวัคซีน หลังผลิตได้เพียง 2 ชนิด ต้องนำเข้ากว่าร้อยละ 80 สนองการพัฒนาวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมการพัฒนาวัคซีนของประเทศไทยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้เดินหน้าการพัฒนาวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้น จึงต้องเร่งแก้ไขกฎหมายให้เป็นเอกภาพและทันสถานการณ์ โดยล่าสุดจะมีการยกร่างปรับปรุง พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนได้เพียง 2 ชนิด คือ วัคซีนป้องกันโรควัณโรค และวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ ซึ่งไทยนำเข้าวัคซีนถึงร้อยละ 80 มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ไทยผลิตเอง
ด้าน นพ.จรุง เมืองชนะ ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สถาบันฯ มีศักยภาพพอที่จะผลิตวัคซีน แต่มีปัญหาในเรื่องของงบประมาณ ดังนั้น เมื่อจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนแล้ว ก็จะสามารถอาศัยตาม พ.ร.บ.องค์การมหาชนในการของบฯ ได้ ซึ่งขณะนี้จะต้องผลักดันวาระแห่งชาติด้านวัคซีน เพื่ออาศัยงบฯ ในการบริหารจัดการ
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์
มติ กกอ.ชงปิด ม.อีสาน อ้างปัญหาเงิน-จัดการศึกษา
เมื่อวันที่ 19 ก.ย. มีรายงานว่า รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในฐานะคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอีสาน (มอส.) กล่าวว่า กกอ.มีมติเห็นสมควรให้เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้ง ม.อีสาน เนื่องจากเหตุผลสำคัญ 2 ประการคือ 1.ระบบการเงินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการควบคุมฯ พบว่า มีทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ตามระบบที่ถูกต้อง ขณะที่ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งยังไม่ได้นำเงินค่าเทอม จำนวน 42.6 ล้านบาท ซึ่งนักศึกษาจ่ายไปที่ผู้รับใบอนุญาตมาคืนมหาวิทยาลัย ทั้งที่ได้ทวงถามไปหลายรอบแล้ว
2.ระบบการจัดการศึกษาที่มีปัญหาเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นเสียต่อนักศึกษาหากยังให้มีการดำเนินการต่อไป ดังนั้น คณะกรรมการควบคุมฯ จึงได้ดำเนินการตาม มาตรา 91 พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 จากนี้ กกอ.จะนำมติดังกล่าวเสนอ ต่อ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาเพิกถอนต่อไป
รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวว่า ส่วนการแก้ปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับนักศึกษานั้น ต้องหารือรายละเอียดกับผู้เกี่ยวข้องให้รอบคอบ แต่จะพิจารณาไม่ให้เกิดผลกระทบกับนักศึกษา หรือเกิดน้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลการพิจารณาของรมว.ศึกษาธิการก่อน ว่าจะเห็นชอบตามที่คณะกรรมการควบคุมฯ และ กกอ.เสนอไปหรือไม่ หากเห็นด้วยและได้ลงนามคำสั่งจึงจะถือว่ามีการเพิกถอน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง ม.อีสาน ได้ประสานเพื่อขอแถลงข่าวกรณีดังกล่าวนี้ ที่ห้องผู้สื่อข่าว กระทรวงศึกษาธิการ ในเช้าวันที่ 19 ก.ย.ด้วย ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะมีการนำเสนอต่อไป
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
ศาลสหรัฐฯ ยกคำร้องกรณีลบหนังหมิ่นศาสนาจากยูทูบ
ศาลสหรัฐฯ ยกคำร้องที่นางซินดี ลี การ์เซีย หนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์หมิ่นศาสนาอิสลามเรื่อง Innocence of Muslims ยื่นคำร้องต่อศาลประจำนครลอสแองเจลีส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ให้บริษัทกูเกิ้ล เจ้าของเว็บไซต์ยูทู้บ ลบคลิปตัวอย่างภาพยนตร์และฟ้องผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เนื่องจากเธอต้องตกอยู่ในอันตรายหลังเกิดกระแสต่อต้านภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวทั่วโลก
ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องของนางการ์เซีย เนื่องจาก นายนากูลา แบสลีย์ นากูลา ผู้สร้างภาพยนตร์และเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ไม่ได้รับสำนวนคำร้องที่เธอ ยื่นฟ้อง ซึ่งผิดระเบียบการยื่นฟ้องในคดีแพ่ง โดยในสำนวนคดี นางการ์เซียกล่าวหานายนากูลา ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าหลอกให้เธอแสดงภาพยนตร์ต้นทุนต่ำ แนวผจญภัยในทะเลทราย โดยไม่ทราบโครงเรื่องที่แท้จริงและระหว่างการถ่ายทำก็ใช้ชื่อไม่ตรงกับชื่อ ในปัจจุบัน และหลังจากที่ตัวอย่างภาพยนตร์ได้รับการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบ ทำให้เธอถูกคุกคามและขู่เอาชีวิต ซึ่งสร้างความหวาดกลัวและส่งผลให้สภาพจิตใจของเธอย่ำแย่เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริษัทกูเกิลปฏิเสธคำร้องขอจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในการทบทวนการตัดสินใจเรื่องการลงคลิปดังกล่าวให้อยู่บนเว็บไซต์ยูทูบต่อไป โดยทางกูเกิลระบุว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวไม่ได้ละเมิดแนวปฏิบัติที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ จึงสามารถปรากฏบนเว็บไซต์ยูทูบต่อไป แต่จะมีการจำกัดการเข้าถึงในบางประเทศที่คลิปดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย
ที่มา : VoiceTV
สื่อเมียนมาร์ถูกฟ้องหลังรายงานข่าวการทุจริตของรัฐบาล
บรรณาธิการและผู้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ 'เดอะ วอยซ์ วีกลี' (The Voice Weekly) ในเมียนมาร์ ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากที่มีการเสนอข่าวตรวจสอบเรื่องรับสินบนของรัฐบาล ส่งผลให้ปัญหาเรื่องการควบคุมสื่อของรัฐบาลเมียนมาร์กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง หลังจากที่เมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมาร์ เพิ่งประกาศยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อ ที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพทางด้านการแสดงความคิดเห็น
ขณะที่ บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ "เดอะ วอยซ์ วีกลี" ก็ให้สัมภาษณ์ว่า การที่หนังสือพิมพ์ของเขา จะนำเสนอประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนไม่ใช่เรื่องที่ผิด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาร์ หันมาดำเนินโยบายที่เป็นการปกป้องผู้สื่อข่าวมากกว่านี้ ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ "เดอะ วอยซ์ วีกลี" รายงานข่าวเกี่ยวกับการทุจริตในกระทรวงเหมืองแร่ของเมียนมาร์ หลังจากที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณจำนวนหนึ่งถูกใช้ไปอย่างไม่เหมาะสม และเจ้าหน้าที่ก็มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายฉ้อโกง ซึ่งหลังจากที่มีการตีพิมพ์เรื่องดังกล่าว ก็เกิดกระแสไม่พอใจรัฐบาลเมียนมาร์เป็นวงกว้างในกลุ่มประชาชน จนมีการตั้งข้อหาหมิ่นประมาทบรรณาธิการและผู้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ดังกล่าว ตามมาในที่สุด
ทั้งนี้ ตามกฎหมายสื่อสิ่งพิมพ์ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2505 ได้มีการอนุญาตให้บุคคลหรือองค์กร สามารถฟ้องร้องหมิ่นประมาทสื่อสิ่งพิมพ์ได้ หากมีการนำเสนอข่าวที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย โดยกฎหมายฉบับนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่าจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่หลังจากที่รัฐบาลเมียนมาร์พยายามปฏิรูปประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารของเมียนมาร์ก็ได้ให้สัญญาว่า จะมีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าวในเร็วๆนี้ เพื่อให้สื่อมวลชนในเมียนมาร์ได้มีอิสระในการนำเสนอข่าวมากยิ่งขึ้น
ที่มา: VoiceTV
บก.หนังสือพิมพ์ไอริชถูกสั่งพักงานหลังจากตีพิมพ์ภาพเจ้าหญิงแคทเธอรีนเปลือยอก
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 55 บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ไอริช เดลี สตาร์ ถูกพักงานหลังจากที่ตีพิมพ์ภาพเปลือยอกของเจ้าหญิงแคทเธอรีน พระชายาของเจ้าชายวิลเลียม ซึ่งสำนักพระราชวังอังกฤษกำลังดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่เผยแพร่ภาพเหล่านั้น
บริษัทนอร์เทิร์น แอนด์ เชลล์ ของอังกฤษและบริษัทอินดิเพนเดนท์ นิวส์ แอนด์ มีเดีย เจ้าของร่วมหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ รีบออกมาประณามการตัดสินใจลงภาพดังกล่าวที่ถ่ายโดยปาปาราสซี่ว่าเป็นการตัดสินใจที่แย่มากของบรรณาธิการ และสั่งพักงานนายไมเคิล โอเคน บรรณาธิการโดยมีผลทันที พร้อมกับสั่งสอบสวนภายใน
นายไมเคิล โอเคน บรรณาธิการที่ถูกสั่งพักงาน กล่าวปกป้องการตัดสินใจนำภาพเปลือยของเจ้าหญิงแคทเธอรีนลงตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ โดยให้เหตุผลว่าเขาปฏิบัติกับเจ้าหญิงแคทเธอรีนเหมือนกับคนอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงในสังคมและต้องการชี้ให้เห็นว่าภาพดังกล่าวกำลังคุกคามต่อความมั่นคงของราชวงศ์อังกฤษ
ทางด้านสำนักพระราชวังบักกิงแฮมได้ยื่นฟ้องคดีอาญาหนังสือพิมพ์โคลสเซอร์ของ ฝรั่งเศส ซึ่งนำภาพเปลือยอกของเจ้าหญิงแคทเธอรีนออกเผยแพร่เป็นที่แรก นอกจากนี้เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีนทรงเรียกร้องคำสั่งศาลให้ห้ามการตีพิมพ์เผยแพร่หรือจำหน่ายภาพดังกล่าว
ที่มา : สำนักข่าวไทย