สธ.ห้ามร้านส้มตำ-ข้าวต้ม ขายแอลกอฮอล์บนทางเท้า
12 ธันวาคม น.พ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 2/2555 ว่า คณะกรรมการเห็นชอบร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี 3 ฉบับ ได้แก่
1.เรื่องกำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทาง พ.ศ...ซึ่งมีสาระสำคัญห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทางตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก หมายถึงส่วนที่เป็นถนนและส่วนควบของทางหรือทางเท้า (ฟุตปาธ) รวมถึงร้านค้า ร้านอาหาร เช่น ร้านลาบ ร้านส้มตำ ที่อยู่บนฟุตปาธ ยกเว้นที่ส่วนบุคคล เนื่องจากผลเสียของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทาง ทำให้เกิดอุบัติได้ง่าย
2.เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ... ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาอื่น นอกจากตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. และตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น.เว้นแต่การขายในอาคารท่าอากาศยานนานาชาติ และสถานบริการที่มีการเปิดปิดตามกำหนดเวลาของกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ
3.เรื่องกำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามขาย หรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสวนสาธารณะของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ พ.ศ.... เป็นการห้ามผู้ใดขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสวนสาธารณะของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่จัดไว้เพื่อการพักผ่อนของประชาชนโดยทั่วไป
“เมื่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เห็นชอบประกาศทั้ง 3 ฉบับแล้ว จากนี้จะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ นโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนามประกาศต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันเวลาการประชุมของคณะกรรมการดังกล่าว แต่เชื่อว่าประกาศทั้ง 3 ฉบับ จะออกมามีผลบังคับใช้ได้ทันในช่วงปีใหม่นี้ เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนคนไทยทุกคน ไม่เฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนเท่านั้น เพราะเป็นการช่วยลดการสูญเสียก่อนวัยอันควร และปัญหาครอบครัวต่างๆ” น.พ.ประดิษฐกล่าว
'นิติราษฎร์' ข้องใจ ใช้เน็ตทรูเจอข้อความไอซีทีบล็อค ประกาศคณะราษฎรฉบับ 1
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 สาวตรี สุขศรี สมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์เปิดเผยว่า วันนี้กลุ่มนิติราษฎร์พบว่าไม่สามารถเข้าถึงข้อความ ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการประกาศก่อตั้งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย ซึ่งนำเสนอไว้ในเว็บไซต์นิติราษฎร์
โดยพบว่า เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตผ่านผู้ให้บริการ True จะแสดงข้อความว่า "ขออภัยในความไม่สะดวก เว็บไซต์ที่ท่านต้องการเข้าชมได้ถูกระงับการเผยแพร่ตามคำสั่งจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 6 อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210 โทร. 02-141-6950"
สาวตรี ระบุว่า การเข้าถึงเว็บไซต์ในหน้าดังกล่าวไม่ได้ครั้งนี้ ไม่มีการบอกแจ้งใด ๆ ต่อเจ้าของเว็บ และผู้ดูแล ทั้งจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และผู้ให้บริการเน็ตเลย โดยตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า “เอาเข้าจริง ไอซีทีและผู้ให้บริการเน็ต ก็สามารถ "เลือก" ปิดเฉพาะบางหน้าได้ (แต่ทำไม หลายกรณีที่ผ่านมาเวลาปิดจะปิดทั้งเว็บไซต์)”
สาวตรีคาดว่ากระทรวงไอซีทีใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.รบ.คอมพิวเตอร์) มาตรา 20 ซึ่งกระทรวงไอซีทีจะต้องตอบให้ได้ว่า ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ขัดต่อความมั่นคงของไทยอย่างไร
ลูกค้าเฮ!แก้กม.กองทุนประกันอุ้ม จ่ายหนี้แทนบริษัทเจ๊ง-ลุ้นผ่านสภามีผลใช้ปีหน้า
หลัง จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติในหลักการของร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขกฎหมายประกันชีวิตและประกันวินาศภัย เพื่อให้กองทุนประกันชีวิตและกองทุนประกันวินาศภัยสามารถเข้ามาดูแลช่วย เหลือเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นผู้เอาประกันได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุบริษัทประกันภัยล้มละลาย หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต จากเดิมที่ต้องผ่านกระบวนการฟ้องล้มละลายให้แล้วเสร็จก่อน
นาย วีรวุธ งามจิตวิริยะ ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัย กล่าวว่า ร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวน่าจะเสนอต่อรัฐสภาเพื่อตราเป็นกฎหมายได้ในการเปิด สมัยประชุมสภาครั้งถัดไป และเชื่อว่าจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้ภายในปีหน้า ซึ่งประกาศใช้และมีผลบังคับทันที จะทำให้กองทุนประกันวินาศภัยต้องเริ่มจ่ายเงินค่าสินไหมชดเชยให้แก่ผู้เอา ประกันที่ยื่นเอกสารขอรับชำระเงินไว้ที่กองทุนแล้ว
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้เอาประกันมากกว่า 30,000 รายที่ยื่นเอกสารเพื่อขอรับค่าสินไหมคืนจากบริษัทประกันภัยที่ถูกเพิกถอนใบ อนุญาต 4 บริษัท ได้แก่ บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย บริษัทวิคเตอรี ประกันภัย (ประเทศไทย) และบริษัท เอ.พี.เอฟ. อินเตอร์เนชั่นแนล โดยมีมูลค่าภาระผูกพันค่าสินไหมที่ยังค้างจ่าย ซึ่งผู้เอาประกันได้ยื่นเอกสารขอรับค่าสินไหมคืนรวมเป็นเงินประมาณ 1,200 ล้านบาท
พรรคร่วมชง ครม.ประชามติแก้ รธน.ทั้งฉบับ
วันที่ 14 ธันวาคม เวลา 12.00 น. ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ได้มีการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อกำหนดท่าทีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 หลังจากคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ได้ส่งรายงานเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้แก่พรรคร่วมรัฐบาลพิจารณา โดยมีคณะทำงานพรรคร่วม ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวได้ใช้เวลาในการหารือและรับประทานอาหารนานกว่า 1 ชั่วโมง
จากนั้นเวลา 13.30 น. ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลร่วมแถลงข่าว โดยนายจารุพงศ์แถลงผลสรุปว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีข้อเสนอ เกี่ยวกับการจัดทำประชามติเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ดังนี้
1.แม้การลงประชามติในวาระ 3 จะเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงขององค์กรรัฐสภาเท่านั้น แต่หากสมาชิกรัฐสภา หรือประชาชนห้าหมื่นคนที่เสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ประสงค์ให้มีการทำประชามติว่า สมควรจะมีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ก็ไม่มีช่องทางจะทำได้ มีเพียง ครม.เท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ประกอบกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552
2.เพื่อให้ข้อเสนอแนะของคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลได้ข้อยุติลดความขัดแย้งเรื่องดังกล่าว จึงควรให้ ครม.จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่า สมควรให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้เกิดความชอบธรรมเป็นประชาธิปไตย และเป็นธรรมขึ้นหรือไม่ โดยการเลือก ส.ส.ร.ขึ้นมาเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จะไม่มีการแก้ไขเรื่องรูปแบบของรัฐ รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์
3.รัฐบาลควรสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับทุกพรรคการเมือง สถาบันการศึกษา องค์กรประชาธิปไตย และองค์กรประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลการทำประชามติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความชอบธรรมและเป็นประชาธิปไตย
4.การจัดทำประชามติครั้งนี้ เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งคัดค้านทั้งปวง เป็นความปรารถนาดีให้สังคมไทยมีทางออกอย่างละมุนละม่อม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งต่อไป ดังนั้นไม่ว่าผลของประชามติจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายต้องถือเป็นข้อยุติ และไม่มีกรณีที่จะอ้างประโยชน์หรือกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งให้ต้องรับผิดชอบในผลแห่งประชามติ
5.ไม่ว่าผลแห่งประชามติจะออกมาทางใด ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า รัฐสภาทรงไว้ซึ่งอำนาจที่จะแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่สอดคล้องต่อหลักนิติธรรมได้ตลอดไป
ภายหลังการแถลงข่าว นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าจะไม่มีการแก้กฎหมายเพื่อลดจำนวนเสียงประชามติ เพราะหากทำเช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวายแล้วก็ไม่ได้แก้กันพอดี เราเคารพกติกา จะดำเนินการตามข้อบังคับที่มี หากประชาชนเห็นด้วยก็ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ยกร่างขึ้นมา จากนั้นค่อยทำประชามติอีกครั้ง และวิธีการทำประชามติให้ได้เสียงประชาชนมา 23 ล้านเสียงนั้น ในส่วนของพรรคร่วมก็ต้องเดินหน้ารณรงค์ รวมทั้งกระทรวงมหาดไทยก็จะมีเวทีสานเสวนาที่มีนักวิชาการและผู้มีความรู้มาให้ความรู้แก่ประชาชน และไม่ใช่กลไกของรัฐในการเข้าไปช่วยเพราะกระทรวงมหาดไทยมีโครงการนี้อยู่ก่อนแล้ว
ด้านนายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล กล่าวว่า หากการทำประชามติไม่ผ่านก็จะไม่แก้ทั้งฉบับ แต่ทั้งนี้เห็นว่ายังสามารถเสนอแก้เป็นรายมาตราได้
ปชป.ขวางรัฐบาลแก้กฎหมายประชามติ ลดจำนวนเสียงคนใช้สิทธิ
15 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายการจัดทำประชามติ เพื่อลดจำนวนเสียงของประชาชนในการออกเสียงประชามติ ให้เป็นมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ จากเดิมกำหนดให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของประชาชนทั้งประเทศ หรือประมาณ 23 ล้านเสียง เพราะรัฐบาลกังวลว่าจะได้เสียงไม่เพียงพอ จนทำให้ไม่สามารถใช้ประชามติล้มรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าควรใช้กติกาเดิม เพราะรัฐธรรมนูญกระทบกับประชาชนทุกคน นอกจากนี้การทำประชามติต้องใช้เงินภาษีของประชาชนถึง 2 พันล้านบาท รัฐบาลไม่ควรจะใช้เงิน 2 พันล้านบาทในการล้มรัฐธรรมนูญ แต่ควรจะมีการสอบถามประชาชนว่าต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใดบ้าง ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ก่อให้เกิดความก้าวหน้า และเพิ่มสิทธิของประชาชน ซึ่งถ้าทำเช่นนี้ก็จะทำให้เกิดความคุ้มค่าในภาษีของประชาชนและจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนในทุกสี
สหรัฐฯ ตื่นตัวถก ก.ม.ควบคุมอาวุธปืน หลังเกิดเหตุสังหารหมู่ นร.
15 ธันวาคม 2555 การเสียชีวิตของเด็กนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 5-10 ปี ในโรงเรียนประถมแซนดี ฮุค รัฐคอนเนตทิคัต ของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นวานนี้ หลังมือปืนเข้าไปก่อเหตุกราดยิง จุดกระแสให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับกฎหมายการควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐฯ อีกครั้ง
ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้อาลัยด้วยน้ำตานองหน้า พร้อมกล่าวให้คำมั่นว่าจะดำเนินการอย่างมีความหมายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงและประชาชนต่างเรียกร้องให้มีการพิจารณาเกี่ยวกับกฎหมายการควบคุมอาวุธที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น