ตำรวจ

ตำรวจ

OH-MY-GOD เมื่อ 9 ก.ค. 2552

ประเทศไทยตำรวจเป็นหน่วยงานที่มีกำลังพลมากที่สุด แต่ขึ้นตรงกับคนเพียงคนเดียว และถูกฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มผู้บริหารเข้ามา ล้วงลูกตลอดเวลา

หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดและเป็นผู้รักษากฏหมายแบบไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ แต่ไม่มีการคานอำนาจซึ่งกันและกันเลย

ฉนั้นการรักษากฏหมายจึงควรจะออกมาในรูปแบบที่กระทรวงใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนควรจะมี กรมตำรวจ ของตนเองเพื่อเข้ามารักษากฏหมายของแต่ละกระทรวงรวมถึงหน่วยงานต่างๆด้วยเช่น
1. ตำรวจนครบาล ควรจะกลับไปขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย
2. ตำรวจดับเพลิง และตำรวจจราจร ควรจะไปขึ้นกับ กทม
3. ตำรวจทางหลวง ( กรมขนส่งทางบก ) ตำรวจน้ำยามตรวจชายฝั่ง ( กรมเจ้าท่า ) ขี้นกับกระทรวงคมนาคม
4. ตำรวจท่องเที่ยว ควรจะไปขึ้นกับกระทรวงท่องเที่ยว
5. ตำรวจตระเวรชายแดน และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ขึ้นกับกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงนี้ควรจะมี รปภ ของตนเองด้วยในการรักษาความปลอดภัยให้กับทูตตามประเทศต่างๆ และเวลามีบุคคลสำคัญออกไปเยี่ยมเยียนต่างประเทศ
6. ตำรวจภูธร ควรจะขึันกับสำนักนายกรัฐมนตรี
7. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ควรจะขึ้นกับกรมอัยการ
8. ตำรวจกองปราบ ควรจะขึ้นกับรัฐสภาของชาติ
9. ตำรวจป่าไม้ ควรจะขึ้นกับกรมป่าไม้ มีอำนาจในการจับกุมและทำสำนวนส่งฟ้องเช่นเดียวกันกับตำรวจอื่นๆ

( ทุกหน่วยงานของตำรวจนี้มีอธิบดีของตนเองขึ้นตรงกับปลัดกระทรวง แต่ละกระทรวงนั้นๆ )

เช่นเดียวกันกับข้าราชการฝ่ายปกครองหรือจากกระทรวงต่างๆที่ออกไปประจำต่างจังหวัดให้โยกย้ายไปขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัดให้หมดรวมถึง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน

ปรับเงินเดือนตำรวจ เริ่มจากพลตำรวจเทียบเท่ากับระดับปริญญาตรีและแตกต่างกัน ตามขั้นละ ๕ เปอร์เซ็นต์แค่ห้าขั้นแต่ละยศ ระดับสัญญาบัตรแต่งต่างกับระดับสูงสุดของชํ้นประทวนแตกต่างกันประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ไม่เสียหายอะไรถ้า นายตำรวจชั้นประทวนทำเงินมากกว่านายร้อยตำรวจตรี (อายุราชการมากกว่า )

สร้างโรงเรียนตำรวจแห่งชาติใหม่ มีให้เลือกสามชื่อ
๑.มหาวิทยาลัยตำรวจแห่งประเทศไทย
๒. มหาวิทยาลัยป้องกันและปราบปราม
๓. มหาวิทยาลัยพิทักสันติราษฐแห่งประเทศไทย

หลักสูตรตั่งแต่ชั้นพลตำรวจ ชั้นประทวน (อนุปริญญา ) นายตำรวจ ( ปริญญาตรี โท ) ยุบโรงเรียนพลตำรวจ นายสิบตำรวจ นายร้อยตำรวจ มาอยู่ที่เดียวกันหมด กระทรวงต่างๆ ที่กล่าวถึงเป็นคนออกงปประมาณให้แก่นักเรียนต่างๆ เหล่านี้ หลักสูตรเบื้องต้นก็ตั้งขึ้นมาว่าภายในสามเดือน หรือหกเดือนแรกทุกคนต้องเรียนเหมือนกันหมด แล้วค่อยแยกย้ายกันไปเรียนตามหลักสูตรต่างๆที่กระทรวงต่างๆมีกฏข้อบังคับ อะไรบ้าง แล้วค่อยแยกย้ายกันออกไปประจำการตามกรมตำรวจในสายงานของตนเอง

สำนักพระราชวังเช่นกัน ควรจะมีกรมตำรวจของตนเองมีอธิบดีของตนเองขึ้นตรงกับ สำนักพระราชวัง มีกองกำลังรักษาพระองค์และพระบรมวงค์ศาของตนเองมีขบวนนำเสด็จของตนเอง เช่นเดียวกันต้องไปเรียนและฝึกหัดมาจากมหาวิทยาลัยที่กล่าวถึง

แค่นั้นเอง ทุกๆ สถาบันที่สำคัญของชาติมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุ้มครองและปกป้อง และคานอำนาจกันในตัวเอง ไม่ใช่มีคำสั่งออกมาจากคนคนเดียว และการเมืองหรือ คณะบริหารก็เข้ามาก่าวก่ายหรือล้วงลูกได้


จากประชาชนคนหนึ่ง

คุณแสดงความคิดเห็นว่า
Vote
Get Adobe Flash player

Comments

Ratak's picture
จะใช้วิธีอย่างไรก็ตามดีแค่ไหนก็เถอะ หากการสอบเข้าบรรจุเป็นพนักงานตำรวจยังเป็นการใช้เส้นสายและพรรคพวกอยู่ (โดยเฉพาะตอนสอบสัมภาษณ์นั่นแหละ ชัดเจนที่สุด) หรือ ใช้วิธีการใต้โต๊ะ (เสียเงิน) จะได้คนอย่างไรเข้าไปทำงานล่ะครับ ต้องมีการถอนทุนหรือทำงานเพื่อใครใข่หรือไม่!
MON KK's picture
เห็นด้วยกับหลักการนี้เป็นอย่างยิ่งครับ...ระบบตรงนี้น่าจะช่วยลดผู้มีอิทธิพลภายในวงราชการได้พอสมควรและการมีมหาวิทยาลัยตำรวจก็น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับลูกชาวไร่ชาวนาที่ไม่มีเส้นสายนายใหญ่ให้การสนับสนุนมีโอกาสที่จะใช้สมองและความรู้ที่ได้มาจากน้ำพริมปลาทู ข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่าง มาแข่งขันสอบโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าผลสอบของตนเองจะถูกปล้นไปให้กับลูกของคนมีเงินหรือมีอำนาจ หากวัตกันด้วยศักยภาพผมว่าลูกคนจนชาวนาชาไร่ อื่น ๆ สู้ได้แน่นอน และ เป็นประชาธิปไตยที่น่าชื่นชม เพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการชั้นปฏิบัติการ เพื่อให้เขามีกำลังใจที่จะทำหน้าที่เพื่อประชาชน เมื่อลูกเมียกินอยู่สบายขึ้น ไม่เดือนร้อน การกระทำที่ผิดต่อหน้าที่ก็น่าจะลดลงตำรวจรุ่นใหม่ก็จะขยะแขยงการกระทำที่ผิดต่อหน้าที่ และ ประชาชนก็จะเกลียดตำรวจน้อยลง ตำรวจก็จะเอื้ออำนวย บริการประชาชนแบบมีรอยยิ้ม สังคมน่าจะเป็นสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น สยามจะกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้ม(ที่จริงใจ) ได้เหมือนที่เคยมีมาแต่อดีตก็เป็นได้...(ผมฝันหรือเปล่าครับเนี้ย)