เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายผู้ประสบภัยจากรถฉบับ พ.ศ.2535 แก้ไขปี พ.ศ.2551 โดยให้ประชาชนที่ประสบอุบัติเหตุ รับการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิตามระบบหลักประกันสุขภาพของตนเอง เพราะประชาชนทุกคนได้รับการคุ้มครองด้วยระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่แล้ว
นอกจากนี้ เสนอให้มีการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อจัดตั้ง “กองทุนสินไหมผู้ประสบภัยจากรถ” ที่คุ้มครองกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต โดยมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และงบประมาณในการบริหารกองทุนนี้ไม่เกินร้อยละ 5
โดยล่าสุด กลุ่มประชาชน ผู้บริโภค ทั้งจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่าย สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเมาไม่ขับ ไม่เห็นด้วยกับนางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องการเอาใจผู้บริโภคด้วยการเสนอเพิ่มความคุ้มครองหลายกรณี แต่มาตรการดังกล่าวยังไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด เพราะประชาชนยังสามารถล้มละลายได้จากอุบัติเหตุเมื่อถูกนำส่งโรงพยาบาลเอกชน
โดยคปภ. เตรียมเพิ่มความคุ้มครองหลักในส่วนของค่าสินไหมกรณีที่ได้รับบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร จากเดิม 1.5 หมื่นบาท เป็น 3.5 หมื่นบาท และหากในกรณีที่เสียชีวิตก็เพิ่มค่าสินไหมจาก 1 แสนบาทเป็น 2 แสนบาท รวมถึงการเพิ่มค่าชดเชยรายวันให้วันละ 200 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 20 วัน และเตรียมจะนำเข้าที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี
แต่กลุ่มประชาชนจำนวนหนึ่งเห็นว่า มาตรการนี้ดูเสมือนต้องการเอาใจผู้ประสบภัยรถยนต์ แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานของระบบที่ขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และประชาชนยังไม่สามารถใช้สิทธิได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมายังมีปัญหาว่า เหยื่อจากอุบัติเหตุรถยนต์ ไม่ได้รับการชดเชยสินไหมที่เป็นธรรม ทำให้ผู้ประสบอุบัติเหตุพิการ
จากงานวิจัยของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พบว่า การสำรวจประชาชนผู้ประสบภัยรถยนต์ใน 48 จังหวัด จำนวน 666 คน ผู้ที่ประสบภัยรถยนต์ มากกว่า 55.3% ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ มีเพียง 42% หรือจำนวน 280 คน ที่ใช้สิทธิ พ.ร.บ. และเมื่อใช้ก็เกิดปัญหาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ (99.6% หรือ 279 คน) และต้องใช้สิทธิบัตรทองและประกันสังคม ควบคู่ไปสูงถึง 43.10% และ 16.10% ตามลำดับ
นอกจากนี้ คปภ. ได้ร่วมกับบริษัทประกันภัยเอกชน ปกปิดข้อเท็จจริง หมกเม็ดการบริหารกองทุนประกันภัยภาคบังคับ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพของบริษัทประกันภัยเอกชน โดยพบว่า ในปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทประกันภัยเอกชนใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการมากถึง 4,785 ล้านบาท (เกือบร้อยละ 47) ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่า ประมาณ 4,534 ล้านบาท (ประมาณร้อยละ 45) ทั้งที่ปัจจุบันมีจำนวนกรมธรรม์ประมาณ 19.8 ล้านกรรมธรรม์เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีการใช้งบประมาณในการบริหารจัดการที่สูงมากจนไม่อาจรับได้ ทั้งที่เอกชนมักอ้างว่ามีประสิทธิภาพมากกว่ารัฐ โดยหากเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ใช้งบประมาณในการบริหารงานกองทุนหลักประกันเพียงประมาณ 800 ล้านบาทจากองทุนมากกว่า 100,000 ล้านบาท กับประชากร 47 ล้านคน
จึงมีกลุ่มประชาชนผู้คัดค้านและเห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายผู้ประสบภัยจากรถฉบับ พ.ศ.2535 แก้ไขปี พ.ศ.2551 โดยให้ประชาชนที่ประสบอุบัติเหตุ รับการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิตามระบบหลักประกันสุขภาพของตนเอง เพราะประชาชนทุกคนได้รับการคุ้มครองด้วยระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่แล้ว
และให้มีการออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อจัดตั้ง “กองทุนสินไหมผู้ประสบภัยจากรถ” ที่คุ้มครองกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต โดยมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และงบประมาณในการบริหารกองทุนนี้ไม่เกินร้อยละ 5
โดยหากคำนวณสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ในแต่ละปีประมาณ 13,000 ราย และให้ได้รับการชดเชยสินไหมสูงสุด จำนวน 100,000 บาท เป็นเงินประมาณ 1,300 ล้านบาท และรวมกับจำนวนผู้ทุพพลภาพร้อยละ 10 ของผู้เสียชีวิต จำนวนเงินประมาณ 130 ล้านบาท รวมค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดประมาณ 1,430 ล้านบาท หากมีการใช้เงินค่าบริหารจัดการไม่เกินร้อยละ 5 ประชาชนจะต้องจ่ายเบี้ยประกันตามกฎหมายจัดตั้งกองทุนฉบับใหม่ประมาณ 200 บาท สำหรับรถยนต์ และจำนวน 100 บาทสำหรับรถจักรยานยนต์เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดภาระของประชาชน และทำให้ระบบโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากลดความซ้ำซ้อนของกองทุนประกันสุขภาพต่างๆ และกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
Comments