ถ้าจำเลยในคดีพิสูจน์ได้ว่าในชั้นสอบสวนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมมาก่อน ไม่ว่าจะเพื่อบังคับให้รับสารภาพ หรือเพื่อให้ได้ข้อมูล หรือเพื่อการใด ให้ศาลยกฟ้องจำเลยในคดีความผิดนั้นเลย โดยไม่ต้องพิจารณาต่อว่าจำเลยผิดหรือไม่
เพื่อให้ตำรวจ หรือเจ้าพนักงานที่ซ้อมผู้ต้องหาเห็นว่าถ้ามีการซ้อม ยังไงผู้ต้องหาก็จะหลุดพ้น ลอยนวลไปเลย ไม่ต้องถูกดำเนินคดีเลย ตำรวจจะได้ไม่กล้าซ้อมเลย เป็นการห้ามปรามตำรวจที่ดีมาก
น่าจะได้ผลกว่าการไปแยกดำเนินคดีฐานทำร้ายร่างกายกับตำรวจคนที่ซ้อมเป็นการต่างหาก เพราะถ้าไปแยกดำเนินคดีต่างหาก ต้องหาหลักฐานกันใหม่ แล้วตำรวจก็อาจใช้เส้นสายอิทธิพลให้ตัวเองหลุดพ้นได้ง่าย
จะปล่อยผู้ร้ายไปสักคน ถ้าช่วยคนบริสุทธิ์ไม่ให้ถูกซ้อมอีกได้ ก็คุ้มนะครับ ดีไม่ดีถ้ามีคดีตัวอย่างเกิดขึ้น ตำรวจทุกคนอาจจะกลัว ทำให้ไม่มีการซ้อมผู้ต้องหาอีกเลยก็ได้
Comments
และผมว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ปัญหาจริงๆคือจะทำยังไงให้ตำรวจที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ รู้และเข้าใจถึงสิทธิของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงมากกว่า เพราะว่าสิทธิของผู้ต้องหาก็มีอยู่แล้ว สิทธิความเป็นมนุษย์ก็มีอยู่แล้ว แต่ตำรวจกลับเพิกเฉยละเลย เช่นการเอามาประจาน ยัดข้อหา ทั้งที่เป็นแค่ผู้ต้องหายังไม่ได้เป็นนักโทษ เยอะแยะไปหมด ที่สำคัญกฎหมายสำหรับควบคุมในปัจจุบันก็มีใช้ได้อยู่แล้ว ไม่ได้ล้าสมัย แต่อยู่ที่ว่าตำรวจจะมีจิตสำนึกนำมาใช้ได้ผลแค่ไหนมากกว่า
แต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยถ้าจะมีการซ้อมผู้ต้องหา (แบบไม่เคารพสิทธิความเป็นมนุษย์และสิทธิตามกฎหมาย) เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายของตำรวจ และผมไม่เห็นด้วยกับการปล่อยผู้ร้ายไปเพื่อรักษาคนบริสุทธิ์ (อย่างหลังเหมือนหนังจีนไปหน่อย)
สุดท้ายผมเห็นว่าถ้ากฎหมายนั้นเอาจริง ตำรวจที่แย่ๆแบบนั้นจะหมดไป แต่ปัญหาคือคนใช้กฎหมายกลับละเลยซะเอง ต่อให้มีกฎหมายเทวดามาควบคุม ตำรวจก็ไม่ใช้
.............สรุปถึงแม้จะไม่เห็นด้วยหลายอย่าง แต่ก็ชอบความคิดของเจ้าของกระทู้ที่มองเห็นถึงปัญหาในจุดนี้ครับ
แต่คดีใหม่ก็ต้องฟ้องด้วย
ความเห็นผมนะครับ ผมว่าควรเอาคดีซ้อมผู้ต้องหามาพิจารณาก่อน จะพิจารณาความอื่นเพราะถ้ามีมูลคงจะปิดคดีซ้อมได้เร็ว แล้วจึงพิจราณาคดีอันเป็นประธานต่อไป (อาจต้องแก่ไข ป.วิ 555++)
เช่น การซ้อมหรือขู่เพื่อให้ได้ข้อมูล หรือ การดักฟังโทรศัพท์ หรือ การงัดออฟฟิศเข้าไปขโมยเอกสาร
ตาม ประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226 ครับ
ถ้ายืนบนหลักแบบนี้ เอาเป็น "ถ้าการจับกุมดำเนินคดีไม่ได้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน" ก็จบเลย
ได้ผลเหมือนกันรึเปล่า?