กลุ่มต้านเขื่อนแม่วงก์ แถลงการณ์คัดค้านรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ขบวนเดินเท้าคัดค้านรายงานการจัดทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ นำโดย นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร และเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน จากสถานีรถไฟฟ้าจตุจักร ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยระหว่างทางมีประชาชน และนักศึกษาหลายสถาบัน กว่า 1,000 คน เข้าร่วมเดินตลอดเส้นทาง จนขบวนมีความยาวกว่า 2 ก.ม.
เวลา 15.40 น. กลุ่มคัดค้านเดินทางถึงหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมจากป่าสู่เมือง 388 ก.ม. ถึงกทม. มีการชูป้ายคำว่าไม่เอาเขื่อนแม่วงก์ ทั้งบริเวณถนน และบนทางเดินสกายวอล์ก โดยมีวงดนตรีคาราวาน และจิระนันท์ พิตรปรีชา นักเขียนชื่อดัง ร่วมกิจกรรมด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเวลา 18.00 น. องค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ มีเนื้อหาระบุว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงทั้งหมดได้ ส่วนการปลูกป่าทดแทน ไม่มีการระบุพื้นที่ในการปลูกอย่างชัดเจน
แถลงการณ์ระบุอีกว่า รายงานฉบับนี้ละเลยข้อมูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่เป็นป่าใหญ่อุดมสมบูรณ์ไม่มีการรบกวนระบบนิเวศสัตว์ป่าโดยที่ตั้งของชุมชน ดังมีรายงานข้อมูลสำรวจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย โดยเฉพาะการกระจายตัวของเสือโคร่ง ทั้งจากรายงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย
นอกจากนี้ พื้นที่ชลประทานเขื่อนแม่วงก์ เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับคลองผันน้ำในโมดูล A5 ซึ่งจะทำให้สภาพแวดล้อมและการจัดการน้ำที่ศึกษาไว้ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปจากโครงการชลประทานเขื่อนแม่วงก์ ทั้งนี้ยังพบการโยกย้ายตำแหน่งของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องมาดำเนินการแทน
สาวใหญ่นำสำเนาถอดเทปคำพูด "อั้ม เนโกะ" หมิ่นเบื้องสูงส่ง ปอท.
27 ก.ย. เมื่อเวลา10.00 น.ที่กองบังคับการปราบ ปรามการกระทําผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี (บก.ปอท.)น.ส.พรทิพา เดินทางเพื่อเข้าพบพ.ต.อ.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ ผกก.1 บก.ปอท. เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเป็นเอกสารถอดเทปคําให้สัมภาษณ์ของ "อั้มเน โกะ" จากรายการ ดังกล่าว
น.ส.พรทิพากล่าวว่า ถ้าเราไม่หยุดอั้มเนโกะ คนอื่นก็จะ ทําตามหลังจากเรามาแจ้งความอั้มก็โพสต์ดูหมิ่นน้อย ลง จากที่เห็นผ่านทางเฟสบุ๊ค แต่ก็ไม่ใช้ว่าหยุดไปเลย เทปที่ถอดมาก็ไม่ได้ถอดคนเดียวมีทนายช่วยถอด ใช้ เวลาถอดเทปกัน 11 ชั่วโมง ตั้งแต่ 12.00-23.00 น.เนื่องจากต้องถอดอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ ผิดไม่ได้เนื่องจากมีผลในชั้นศาล ยืนยันว่าทุกคําที่ถอดมาเป็นสิ่งที่อั้มพูด
"น้องอั้มเป็นเด็กฉลาดมาก แต่ใช้ความฉลาดในทางที่ผิดอยากจะฝากไปถึงน้องอั้มว่าน้องเป็นคนฉลาดทําใน สิ่งที่ดีให้กับประเทศชาติ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเพื่อนๆ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ฟ้าคิดว่าคน ไทยทุกคนคงไม่ยอม และยืนยันว่าอั้มไม่ได้ทําเรื่องนี้คนเดียว ต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอนแต่ในเรื่อ งอื่นๆไม่ขอเกี่ยวข้องขอเกี่ยวแค่เรื่องสถาบันเรื่องเดียว" น.ส.พรทิพา ระบุ
น.ส.พรทิพา ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้หลังจากที่ตนออก มาแจ้งความยังมีการคุกคามเเละขู่ทําร้ายต่างๆ อาทิมี โทรศัพท์ขู่ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งยังมีการลอบตัดสายเบรก เเต่โชคดี ที่ตนไม่ได้รับอันตรายใดๆ พ.ต.อ.เดชา กล่าวว่า ทางตนได้รับเรื่องไว้เเล้ว เเละจะ นําเรื่องส่งผู้บังคับบัญชาพร้อมรวบรวมเอกสารเเละ หลักฐานทั้งหมดนําส่งให้พนักงานสอบสวนต่อไป
‘พีมูฟ’ ประกาศชุมนุมใหญ่ ‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ ร้องรัฐเปิดเจรจาเป็นทางการแก้ปัญหา
24 ก.ย.56 เวลาประมาณ 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล บริเวณประตู 5 เครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ รวมตัวเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ช่วยปลัดสำนัดนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการ ตามที่ได้ตกลงกับพีมูฟเมื่อการชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
จากนั้น มีการอ่านแถลงการณ์ประกาศชุมนุมใหญ่ในวันที่ 7 ต.ค.56 เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก (Word Habitat Day) ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการ โดยมี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน และปัญหาที่ดิน ในวันดังกล่าว
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ตามที่พีมูฟได้ติดตามประสานงานกับรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดการชุมนุมระหว่างวันที่ 6-23 พ.ย.56 นำมาสู่การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับตัวแทนพีมูฟ เมื่อวันที่ 22 พ.ย.56 นั้น โดยจะใช้กลไกกรรมการชุดต่างๆ ในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ก็มีอุปสรรคข้อติดขัด ในการดำเนินงาน
พีมูฟ ระบุข้อเรียกร้องการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และทำให้ปัญหาความเดือดร้อนได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ 1.แนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย (บ้านมั่นคง และคนไร้บ้าน) และแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ทำกิน (โฉนดชุมชน และธนาคารที่ดิน) ตามนโยบาย ที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา
2.แนวทางการแก้ไขปัญหาของกลไกการแก้ไขปัญหา ที่ไม่ดำเนินการ (ปากมูน และโฉนดชุมชน) และกลไกที่ดำเนินการล่าช้า (อนุกรรมการทั้ง 9 คณะ) และ 3.ให้นายกรัฐมนตรีแถลงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ข้างทำเนียบรัฐบาล (บริเวณประตูน้ำพุ)
ที่มาและอ่านแถลงการ์ฉบับเต็มได้ที่
ประชาไท
วุฒิฯไฟเขียว พ.ร.ก.ขึ้นภาษีเหล้า
23 ก.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยมีนายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ได้มีการพิจารณา เรื่องด่วนคือพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2556 หรือ พ.ร.ก.ขึ้นภาษีสุรา ตามที่ครม.เป็นผู้เสนอ หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่18 ก.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ส.ว.ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง อาทิ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา อภิปรายโดยตั้งข้อสังเกตว่า การออกพ.ร.ก.ขึ้นภาษีสุราในครั้งนี้มีผู้ที่รู้ล่วงหน้าหรือไม่สำ เพราะจะเป็นการเอื้อประโยชน์กับผู้ประกอบการ และจากสถิติการเก็บภาษี ในปี 2554 - 55 พบว่าภาครัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีสุราและเบียร์ รวมเป็นเงิน 1.1แสนล้านบาท ส่วนในปี 2556 แม้ตัวเลขจะยังไม่สรุป แต่คาดว่าเมื่อเก็บภาษีตามฐานภาษีที่ประกาศไว้ เชื่อว่ารัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 8,000 ล้านบาทเท่านั้น อย่างไรก็ตามการเก็บภาษีดังกล่าวพบว่ามียอดที่เต็มเพดานแล้ว ยังเหลือเพียงสุราขาว และสุราผสมเท่านั้นที่อัตราเก็บภาษียังไม่เต็ม
ด้านนายตวง อันทไชย ส.ว.สรรหา กล่าวว่า รัฐบาลต้องการขึ้นภาษีเพื่อลดอัตราการบริโภคจริงๆแล้ว รัฐบาลต้องเข้าไปส่งเสริมภาคเอกชนที่ดำเนินการนโยบายลดการบริโภค รวมถึงต้องเข้าไปทำกิจกรรมและรณรงค์ในประเพณีและวิถีชีวิต เช่น งานบุญปลอดเหล้า แข่งเรือปลอดเหล้า เป็นต้น เนื่องจากการบริโภคสุราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตแล้ว
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การขึ้นภาษีสุราโดยอ้างว่าเพื่อปรับปรุงการแข่งขันให้ทันต่อการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น ตนอยากให้ชี้แจงให้ชัดเจน เพราะประเทศที่จะเข้ามาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนล้วนมีฐานการค้าและการเก็บภาษีที่แตกต่างกัน
จากนั้นนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ชี้แจงว่า การปรับโครงสร้างภาษีสุราไม่เกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้เข้าประเทศไม่เป็นไปตามเป้า เมื่อวันที่ 17 ก.ย.56 กรมสรรสามิต เก็บภาษีเกินกว่าเป้า ไปกว่า 7,500 ล้านบาท สำหรับราคาขายสุราที่มีการปรับการจัดเก็บภาษีเป็นแบบผสม คือ ตามปริมาณและดีกรีของแอลกอฮอล์ อย่างเท่าเทียมทุกยี่ห้อ นอกจากนี้ได้มีการสำรวจสินค้าก่อนออกกฎหมาย โดยกรมสรรพสามิตออกสำรวจทั่วประเทศแล้ว ส่วนการขึ้นราคาสุรา หรือเบียร์นั้น ยืนยันว่าจะปรับราคาต่อขวดไม่มากนักเฉลี่ย 2 – 5 บาท แต่หากพบว่ามีการขายเกินราคา หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบจะเข้าไปดูแล และยืนยันว่าการขึ้นภาษีสุรานั้นเพื่อปรับปรุงการเก็บภาษีให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
"ศาล-ทอท." เปิดห้องสืบพยานล่วงหน้าคดีท่องเที่ยว
23 ก.ย. เวลา 14.00 น. ที่ห้องรับรอง 3 ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ นายไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานเปิดทำการห้องสืบพยานล่วงหน้าคดีท่องเที่ยวผ่านระบบการประชุมทางจอภาพของศาลแขวงสมุทรปราการ โดยใช้ห้องรับรองภายในอาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 3 หลังจากก่อนหน้านี้ได้เปิดแผนกคดีท่องเที่ยวแห่งแรกที่ศาลจังหวัดพัทยาไปเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีนายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานกรรมการบริษัท การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ผู้พิพากษา และข้าราชการร่วมในพิธีเปิดและได้สาธิตการใช้งาน โดยได้เชื่อมต่อภาพและเสียงไปยังศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลจังหวัดภูเก็ตด้วย
นายไพโรจน์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การจัดห้องสืบพยานนอกจากเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ยังเป็นการลดขั้นตอนในการติดตามพยานที่เป็นนักท่องเที่ยวให้มาสืบพยานในภายหลัง ทั้งยังสอดรับกับการเปิดแผนกคดีท่องเที่ยวที่จะทำให้ชาวต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นว่า ข้อพิพาทที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวจะได้รับการพิจาณาพิพากษาอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม
ด้านนายวิรัช กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศปีละกว่า 20 ล้านคน มีจำนวนไม่น้อยเป็นเหยื่ออาชญากรรมทั้งจากการบริโภคสินค้าและการใช้บริการจนเกิดเป็นคดี คดีของนักท่องเที่ยวจะแตกต่างกับคดีทั่วไป เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะพำนักอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวนั้นในระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อเกิดคดีขึ้นจึงไม่อาจอยู่จนถึงวันนัดสืบพยานในคดีของศาล ดังนั้นเพื่อให้สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่น สำนักงานศาลยุติธรรมโดยศาลแขวงสมุทรปราการได้ประสานกับ ทอท. เพื่อขอใช้พื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจัดทำห้องสืบพยาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวในการเบิกความเป็นพยานต่อศาล โดยจะมีการเชื่อมโยงภาพและเสียงไปยังห้องพิจารณาคดีของศาลต่าง ๆ ทั่วประเทศที่คดีนั้นมีการฟ้องกันอยู่ เพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมด้วยความสะดวกรวดเร็วและได้รับความเป็นธรรม
นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า แผนกคดีท่องเที่ยวจะเปิดทำการในศาลต่างจังหวัดทั้งหมด 5 แห่ง ประกอบด้วย ศาลจังหวัดพัทยา ศาลจังหวัดภูเก็ต ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลจังหวัดเกาะสมุย และศาลจังหวัดกระบี่ ปัจจุบันแผนกคดีท่องเที่ยวเปิดทำการแล้วที่ศาลจังหวัดพัทยา และจะเปิดเพิ่มเติมที่ศาลจังหวัดภูเก็ตในวันที่ 24 ก.ย. นี้ ส่วนในกรุงเทพฯ จะเปิดแผนกคดีท่องเที่ยว 2 แห่งที่ศาลแขวงดุสิตและศาลแขวงปทุมวัน โดยห้องสืบพยานเสมือนเป็นห้องสืบพยานของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง รวมถึงมีข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยการสืบพยานคดีอาญาในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2556 เริ่มใช้เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา และคำเบิกความของพยานจะใช้เป็นหลักฐานเพื่อพิจารณาคดีได้ตามกฎหมาย ขณะที่กระบวนการสืบพยานจะให้ทนายของผู้ต้องหาร่วมซักค้าน โดยจะประชุมกับสภาทนายความเพื่อจัดหาทนายความให้สำหรับผู้ที่ไม่มีทนายความ เป็นการยกระดับให้นักท่องเที่ยวได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิเสรีภาพ และเอื้อประโยชน์ให้นักท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) และถือเป็นการบูรณาการของกระบวนการยุติธรรมและภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและรายได้ที่จะเข้าประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ห้องสืบพยานดังกล่าวจะใช้เป็นห้องสืบพยานชั่วคราว ในอนาคตจะใช้พื้นที่ในอาคารพิพิธภัณฑ์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นห้องพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ