NLA Weekly (8-14 ส.ค. 58): กมธ.ยกร่างรธน.มีมติตั้ง กก.ยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ย้ำไม่สืบทอดอำนาจ

NLA Weekly (8-14 ส.ค. 58): กมธ.ยกร่างรธน.มีมติตั้ง กก.ยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ย้ำไม่สืบทอดอำนาจ

เมื่อ 15 ส.ค. 2558
10 สิงหาคม 2558
 
สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ เรียกร้อง สปช.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ปกป้องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ
 
วิทยา กุลสมบูรณ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รับหนังสือจาก เกรียงไกร ชีช่วง กรรมการบริหารกิจการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (สชพ.) พร้อมคณะ เพื่อขอให้ สปช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐบาล ดำเนินการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ... รวมทั้งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองฯ อาทิ ให้สัญชาติไทยกับเด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทย และการลดขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติไทย เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเร็ว
 
 
รองประธาน สปช. เผย สปช. ต้องทำภารกิจยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อ หากร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบ
 
บวรศักดิ์  อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนที่ 1  และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ภายหลังส่งร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายให้ สปช.ในวันที่ 22 สิงหาคม 2558 แล้ว จะต้องรออีก 15 วัน หากร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบ จะต้องนำสิ่งที่ สปช. ทั้ง 11 ด้าน 18 คณะ ได้เสนอมาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง จำนวน 4 มาตรา และจัดทำเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศจำนวน 29 มาตรา จากนั้น สนช.จะเป็นผู้พิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเหล่านั้นภายใน 90 วัน นับตั้งแต่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งสิ้นจำนวน 6 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว./ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)/ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง/ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ/ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ แต่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านนั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่จำนวน 21 คน
 
 
11 สิงหาคม 2558
 
เครือข่ายพสกนิกรไทย รวมใจสามัคคี ยื่นหนังสือให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” ปรับที่มา ส.ว.ให้พระมหากษัตริย์เลือก 200 คน
 
นรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รับการยื่นหนังสือจาก สาธุ อนุโมทามิ เลขาธิการเครือข่ายพสกนิกรไทยรวมใจสามัคคี(คพ.รส.) ซึ่งเป็นการรวมตัวของภาคีเครือข่าย16 องค์กร อาทิ สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ที่ขอให้กรรมาธิการยกร่างฯ บัญญัติประเด็นสำคัญด้วยการเพิ่มคำว่า พระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ในมาตรา 2 และ 3 พร้อมขอให้แก้ไขมาตรา 121 ที่มา ส.ว. จำนวนไม่เกิน 300 คน ให้มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย จำนวน 200 คน มาจากการเลือกกันเองและการสรรหาจากอดีตข้าราชการตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้แทนสภาวิชาชีพ ผู้แทนและผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ อีก 100 คน นอกจากนี้ ขอให้เพิ่มเติมประเด็นเกี่ยวกับพระราชวินิจฉัยในร่างกฎหมาย หากไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยหรือไม่มีการพระราชทานคืนมาภายใน 30 วัน ขอให้ร่างกฎหมายฉบับนั้นต้องตกไปและไม่สามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในคณะรัฐมนตรี หรือรัฐสภาชุดนั้นได้อีก รวมถึงประเด็นปฏิรูปการศึกษาที่เครือข่ายพสกนิกรไทยรวมใจสามัคคี ขอให้ร่างรัฐธรรมนูญยึดหลักการกระจายอำนาจให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมจัดการศึกษาอย่างเหมาะสม
 
 
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติให้กำหนดให้ตั้ง กก.ยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองในรัฐธรรมนูญใหม่
 
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติ กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง  มีสมาชิก 23 คน ที่มา 3 ส่วน คือ 1.มาจากประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  2.มาจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา และ 3.มาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน  11 คน เป็นผู้เชียวชาญการปฏิรูปด้านต่าง ๆ และการสร้างความปรองดอง ซึ่งแต่งตั้งจากมติรัฐสภา  ส่วนอำนาจหน้าที่คือ ภายใน 5 ปี หลัง รธน.ประกาศใช้ ระหว่างนั้น หากเกิดปัญหาความขัดแย้งในประเทศโดยไม่สามารถควบคุมได้ ให้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและสร้างความปรองดองแห่งชาติ มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นจัดการสถานการณ์นั้นๆ ได้ และสามารถสั่งการและยับยั้งการกระทำของ ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารได้ และให้ถือคำสั่งนั้นเป็นที่สุด
 
 
13 สิงหาคม 2558
 
ประธาน สปช. ยืนยันตั้ง กก.ยุทธศาสตร์ปฏิรูปแห่งชาติ ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ
 
เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีการกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปแห่งชาติในร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่า เบื้องต้นตนยังไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ ส่วนกรณีการกำหนดอำนาจพิเศษนั้นเชื่อว่าจะมีไว้เพื่อแก้ปัญหาประเทศในช่วงวิกฤตเท่านั้น ยืนยันไม่น่าเป็นการสืบทอดอำนาจแต่อย่างใด นอกจากนี้ประธาน สปช. ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีสมาชิกเสนอประเด็นคำถามมากว่า 1 คำถาม ดังนั้นจึงต้องหาข้อตกลงกันให้ได้ว่าจะใช้คำถามใด เนื่องจาก สปช. สามารถเสนอคำถามสำหรับทำประชามติได้เพียงคำถามเดียวเท่านั้น ทั้งนี้จะมีการประชุมเพื่อถามความเห็นของ สปช. ในเรื่องนี้ในวันที่ 18 สิงหาคม 2558
 
 
ประธาน กกต. คาด วันลงประชามติเป็นไปตามกำหนดเดิม 10 มกราคม 2559
ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการดำเนินการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ต้องรอการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 กันยายนนี้ว่าที่ประชุม สปช.จะรับร่างหรือไม่ หาก สปช.ให้ความเห็นชอบก็จะได้ความชัดเจนว่าจะมีประเด็นคำถามทั้งหมดกี่คำถาม ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรี ที่จะเป็นผู้กำหนดเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะมีคำถามไม่เกิน 3 คำถาม  และหากเป็นไปตามนี้ จะต้องพิมพ์บัตรเพิ่มเติม ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กกต. มีความพร้อม และมั่นใจว่าวันลงประชามติจะเป็นไปตามกำหนดการเดิม คือ วันที่ 10 มกราคม  2559
 
 
สนช.รับหลักการแก้ไขร่างพ.ร.บ.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
 
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 เรื่องการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขการแต่งตั้งและโยกย้ายผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
 
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความบางประการในพระราชบัญญัติเดิม เพราะพบปัญหาและอุปสรรคหลังจากใช้มา 7-8 ปี  เหตุผลของการเสนอร่างนี้ เนื่องจากการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งและเงื่อนไขการแต่งตั้งและโยกย้ายผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจในพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 แตกต่างจากกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจอื่นที่ดำรงตำแหน่งในระดับเทียบเท่ากันตามกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ
 
จากนั้นที่ประชุม สนช.ได้มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจวาระแรก ด้วยคะแนน 168 ต่อ 8 คะแนน งดออกเสียง 5 เสียง พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมาธิการการกฎหมายกระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ภายใต้กรอบเวลาการดำเนินการ 30 วัน กำหนดแปรญัตติ 5 วัน.
 
 
14 สิงหาคม 2558
 
สนช. มีมติไม่ถอดถอน 248 อดีต ส.ส. กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.
 
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันนี้มีพิจารณาวาระสำคัญ คือ การลงคะแนนลับถอดถอนหรือไม่ถอดถอนอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 248 คน ออกจากตำแหน่ง ตามข้อบังคับข้อ 157 จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ประเด็นที่มาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยมิชอบ ตามมาตรา6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542  ซึ่งขั้นตอนการลงมติสมาชิกได้บัตรลงคะแนนทั้งหมด 7 ใบ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามฐานความผิด ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งคำร้องมา ประกอบด้วย กลุ่มที่  1 ฐานความผิดร่วมลงชื่อและลงมติแก้ไขทั้ง 3 วาระ มีจำนวน 237 คน โดยได้บัตรลงคะแนน 5 ใบ ประกอบด้วย บัตรสีม่วง สีฟ้า สีเขียว สีเหลือง และสีส้ม กลุ่มที่ 2 ฐานความผิดร่วมกันเสนอและลงมติแก้ไขในวาระ 2 และ 3 จำนวน1 คน ใช้บัตรสีขาว  และกลุ่มที่ 3 ฐานความผิดสำหรับผู้ที่ไม่ร่วมลงชื่อและลงมติในวาระ 2 มีจำนวน 10 คน ใช้บัตรสีชมพู
 
 
ทั้งนี้ภายหลังจากใช้เวลาลงคะแนนลับและนับคะแนนราวกว่า 7 ชั่วโมง ผลปรากฏว่า ที่ประชุม สนช.มีมติไม่ถอดถอนอดีต ส.ส.จำนวน 248 คน ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากคะแนนเสียงถอดถอนไม่ถึง 3 ใน 5 หรือ 132 เสียงของจำนวนของสมาชิก สนช. ที่มีอยู่จำนวน 220 คน