เลือกตั้ง 62: ห้ามโฆษณาหาเสียงผ่าน วิทยุและโทรทัศน์ เว้น กกต.จะสนับสนุนและจัดสรรเวลาออกสื่อให้แทน

เลือกตั้ง 62: ห้ามโฆษณาหาเสียงผ่าน วิทยุและโทรทัศน์ เว้น กกต.จะสนับสนุนและจัดสรรเวลาออกสื่อให้แทน

เมื่อ 11 ก.พ. 2562
การเลือกตั้งปี 2562 แม้จะมีหลายฝ่ายออกมาบอกว่า เป็นการเลือกตั้งที่สมรภูมิสื่อโซเชียลมีเดีย จะถูกใช้เพื่อแข่งขันมากที่สุด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิธีการหาเสียงแบบที่เคยปรากฎในวิทยุ โทรทัศน์ก็ยังมีความจำเป็นไม่น้อย เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศได้มาก อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ก็มีกฎหมายและระเบียบที่ออกมากำกับผู้สมัคร ส.ส. และพรรคการเมือง ซึ่งปรากฎอยู่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 หรือกฎหมายเลือกตั้ง 

 
กฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 69 ระบุว่าห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ เว้นแต่ดำเนินการตามที่ได้รับการสนับสนุนตามมาตรา 81 คือการกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่สนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครและพรรคการเมือง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต. กำหนด ซึ่งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 กกต. จึงออกระเบียบ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
กกต. สนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งทางวิทยุและโทรทัศน์
 
ผู้สมัคร ส.ส. และพรรคการเมืองไม่สามารถหาเสียงเลือกตั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ด้วยตัวเอง แต่จะเป็นหน้าที่ของ กกต. ต้องสนับสนุนวันและเวลาในการหาเสียงออกอากาศทั้งภาพและเสียงผ่านสื่อทั้งสองรูปแบบ โดยผู้สมัครมีเวลาหาเสียงคนละไม่เกิน 5 นาที  และพรรคการเมืองกำหนดหาเสียงให้พรรคละไม่เกิน 10 นาที นอกจากนี้ยังให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจัดทำสื่อเผยแพร่สำหรับการออกอากาศตามมาตรฐานของสถานี และมีความยาวไม่เกิน 10 นาทีอีกด้วย ทั้งนี้มีอำนาจในการสั่งระงับ เปลี่ยนแปลง แก้ไขโฆษณาหาเสียงของพรรคการเมืองผ่านช่องทางนี้ได้ โดยในระเบียบ กกต. ระบุถึงการหาเสียงช่องทางนี้ ดังนี้
 
1. การขอรับสนับสนุนโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ให้แจ้งความประสงค์ก่อนปิดการสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ดังนี้
        - ผู้สมัครแจ้งความประสงค์ต่อผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดในจังหวัดที่สมัคร
        - พรรคการเมืองแจ้งความประสงค์ต่อเลขาธิการ กกต.

2. ให้ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด ขอความร่วมมือผู้บริหารสถานีวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดนั้น ให้การสนับสนุนการจัดสรรเวลาแก่ผู้สมัคร คนละไม่เกิน 5 นาที

3. ให้เลขาธิการ กกต. ขอความร่วมมือผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ ให้การสนับสนุนจัดสรรเวลาให้แก่พรรคการเมือง พรรคละไม่เกิน 10 นาที


4. ให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจัดทำสื่อโฆษณาหาเสียง สำหรับออกอากาศตามมาตรฐานของสถานี และมีความยาวไม่เกิน 10 นาที ใช้ข้อความ ถ้อยคำที่สุภาพและรูปแบบที่เหมาะสม ไม่ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลหรือพรรคการเมืองใด ไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

5. ให้ผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ส่งสื่อโฆษณาหาเสียงสำหรับออกอากาศให้ผู้อำนวยการ กกต.ประจำจังหวัด ภายในระยะเวลาที่ ผู้อำนวยกกต.จังหวัดกำหนด ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดไม่ดำเนิน
การตามนี้ ให้ถือว่าไม่ประสงค์โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งตามที่ได้รับจัดสรรเวลาไว้ ตามข้อ 2 และ ข้อ 3 

6. ถ้าปรากฏว่าสื่อโฆษณาหาเสียง สำหรับออกอากาศของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด มีข้อความ ถ้อยคำ หรือรูปแบบที่มีลักษณะต้องห้าม เช่น ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลหรือ หรือเป็นโฆษณาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้อำนวยการ กกต.ประจำจังหวัด สามารถ สั่งแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือระงับการออกอากาศได้  กรณีเป็นของพรรคการเมืองให้เลขาธิการ กกต.สามารถ สามารถสั่งแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือระงับการออกอากาศได้เช่นกัน 

7. ถ้าสถานีใดมีเหตุจำเป็น ไม่อาจออกอากาศสื่อโฆษณาหาเสียงสำหรับการออกอากาศของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดได้ตามกำหนด ให้สถานีดังกล่าวจัดสรรช่วงเวลาอื่นที่ทัดเทียมกันในการออกอากาศแทนตามควรแก่กรณี

8.  สถานีอาจเชิญพรรคการเมืองไปออกรายการเพื่อแสดงวิสัยทัศน์หรืออภิปรายเชิงนโยบาย หรืออาจจัดรายการให้พรรคการเมืองตอบข้อซักถามหรือแสดงความคิดเห็นก็ได้  โดยสถานีต้องพิจารณาตามหลักวิชาชีพและจรรยาบรรณ และให้พรรคการเมืองมีโอกาสออกรายการแสดงวิสัยทัศน์เท่าเทียมกัน


ระเบียบหาเสียงวิทยุและโทรทัศน์ปี 2541 ให้พรรคการเมืองออกค่าใช้จ่ายเอง

เมื่อย้อนไปดูประกาศ กกต. ลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2541 เรื่องหลักเกณฑ์และระยะเวลาการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งและการออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์  มีบททั่วไปให้ การจัดสรรเวลาให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองต้องจัดสรรโดยให้มีโอกาสเท่าเทียมกัน เว้นแต่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดจะสละสิทธิ และรัฐจะเป็นผู้สนับสนุนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ  และระเบียบได้ห้ามผู้สมัครหรือพรรคการเมือง หรือบุคคลใดซื้อหรือเช่าเวลาหรือรายการของสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์โดยมีค่าตอบแทน ซึ่งรายละเอียดของประกาศดังกล่าวมีดังนี้

1.รัฐจะสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ดังต่อไปนี้

- ออกอากาศโฆษณาเป็นข้อความสั้นๆ หรือสปอตเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมือง
- ออกอากาศเพื่อแถลงนโยบายพรรคการเมืองทางสถานีที่มีสัญญาญกว้างไกล
- โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทางสถานีท้องถิ่น


2.การจัดสรรเวลาให้พรรคการเมืองให้คำนึงถึงจำนวนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ตามประธาน กกต. กำหนด  และการออกอากาศโฆษณาเป็นข้อความสั้นๆ หรือสปอตเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมือง หรือการออกอากาศเพื่อแถลงนโยบายพรรคการเมืองทางสถานีที่มีสัญญาญกว้างไกล ประธาน กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันและเวลาออกอากาศเช่นกัน 

3.ให้มีสถานีที่มีสัญญาณกว้างไกลจัดสรรเวลาให้พรรคการเมืองโฆษณาหาเสียงตามเวลาในข้อ 2  โดยหมุนเวียนไปจนครบทุกพรรค

4.พรรคการเมืองใดจะได้ออกอากาศก่อน ให้ใช้เกณฑ์วิธีจับสลากเรียงลำดับ

5.การโฆษณาหาเสียงให้พรรคการเมืองจัดทำสื่อเผยแพร่โฆษณาทั้งภาพและเสียง ตามมาตรฐานของสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ พรรคการเมืองสามารถกำหนดรูปแบบนำเสนอได้ ทั้งนี้ต้องใช้ข้อความ ถ้อยคำหรือรูปแบบที่สุภาพ ไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรมอันดีของประชาชน 


6.ให้ส่งสื่อโฆษณาหาเสียงดังกล่าว ต่อ กกต. ภายในเวลาที่ประธาน กกต. กำหนด เพื่อส่งสถานีต่อไป หากพบรูปแบบการหาเสียงที่ต้องห้ามอาจถูกสั่งระงับการออกอากาศได้

7.หากสถานีมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจออกอากาศสื่อโฆษณาหาเสียงของพรรคการเมือง พรรคการเมืองหนึ่งได้ตามกำหนดวันที่จับสลากไว้  ให้สถานีจัดสรรเวลาอื่นที่ทัดเทียมกันตามสมควร

8.รัฐจะสนับสนุน ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยสนับสนุนเวลาออกอากาศโฆษณาหาเสียงเฉพาะทางสถานีท้องถิ่นเท่านั้น 


9.การสนับสนุนโฆษณาหาเสียงของ ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  ในแต่ละเขตจะให้มีคณะกรรมการจัดสรรเวลาออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงประจำจังหวัด ซึ่งก็คือบุคคลตามที่กรมประชาสัมพันธ์กำหนด    และให้สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์ประสานกับสถานีท้องถิ่นในการออกอากาศ


การเชิญพรรคการเมืองออกรายการของสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์ 

สำหรับการให้รายการวิทยุหรือโทรทัศน์เชิญพรรคการเมืองมาออกอากาศ ในระเบียบ กกต. ปี 2562 ระบุกว้างๆ ว่า สถานีอาจเชิญพรรคการเมืองไปออกรายการเพื่อแสดงวิสัยทัศน์หรืออภิปรายเชิงนโยบาย หรืออาจจัดรายการให้พรรคการเมืองตอบข้อซักถามหรือแสดงความคิดเห็นก็ได้  โดยสถานีต้องพิจารณาตามหลักวิชาชีพและจรรยาบรรณ และให้พรรคการเมืองมีโอกาสออกรายการแสดงวิสัยทัศน์เท่าเทียมกัน  ซึ่งหากเปรียบเทียบกับระเบียบ กกต. ปี 2541 ซึ่งมีรายละเอียดมากกว่าดังนี้

1. สถานีอาจเชิญผู้สมัครตั้งแต่สองคนหรือพรรคการเมืองตั้งแต่สองพรรคการเมืองขึ้นไปออกรายการเพื่อแสดงวิสัยทัศน์หรืออภิปรายเชิงนโยบายหรือแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการเมืองได้ โดยคำนึงโอกาสที่เท่าเทียมกันของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง และจำนวนผู้สมัครของแต่ละพรรค 
2.สามารถเสนอรายการข่าวและบทวิเคราะห์ตามหลักวิชาชีพด้วยความเป็นกลางปกติ
3. ห้ามผู้จัดรายการหรือผู้ดำเนินรายการโฆษณาหาเสียงไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้สมัครคนใดหรือพรรคการเมืองใดในรายการที่จัดออกอากาศ

กกต. ขอเวลาสถานีโทรทัศน์ให้พรรคการเมืองหาเสียง
 
สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นวันที่ 24 มีนาคม 2562 ขณะนี้ กกต. ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารสถานีวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อสนับสนุนการจัดสรรเวลาออกอากาศให้แก่พรรคการเมือง  โดยเลือกตั้งครั้งนี้ มีพรรคการเมืองทั้งสิ้น 105 พรรค แต่มีพรรคที่มีคุณสมบัติ สามารถส่งผู้สมัครได้แล้วในขณะนี้ 36 พรรค  กกต.จึงขอความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐ และสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ในการจัดสรรเวลาออกอากาศ โดย 1 วัน ขอเวลา 60 นาที ระหว่าง วันที่ 8 –21 มีนาคม 2562 รวม 10 วัน โดย 5 วันแรก เป็นการออกอากาศสปอตโฆษณาของพรรคการเมือง พรรคละ 10 นาที ส่วน 5 วันถัดมา เป็นการออกอากาศเทปการประชันนโยบายของพรรคการเมือง