ปัญหานักเรียนตีกันทุกวันนี้ก็เห็นๆ กันอยู่
นับวันมีแต่จะแย่ยิ่งขึ้น แถมคนได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นคนนอก ไม่ได้รู้เห็นกับความขัดแย้งระหว่างสถาบันอะไรด้วยเลย
พอเกิดเรื่องแล้วจะไปจับเด็กวัยรุ่นมาลงโทษหนักๆ ให้ติดคุกสิบๆ ปี เด็กแทนที่จะมีโอกาสกลับตัวกลับใจ ก็เสียอนาคตหมด
มาตรการต่างๆ ทั้งจัดกิจกรรมระหว่างสถาบัน แกล้งทำเป็นรักกันมาจับมือกันก็ทำแล้ว ให้บำเพ็ญประโยชน์ก็ทำแล้ว ไม่เห็นแก้ปัญหาตรงไหน
จะให้ปิดสถาบันการศึกษา แล้วเด็กคนอื่นที่ตั้งใจเรียนก็ต้องได้รับผลเสียไปด้วยอีก
ทำไมสถาบันการศึกษาที่สอนคล้ายๆ กันต้องมาเปิดใกล้ๆ กันด้วยล่ะ เพื่ออะไร
ทำไมไม่เปิดแยกให้อยู่กระจายตัว ห่างๆ กัน เอาแบบเดินไม่ถึงกัน ไม่ต้องมายืนรอรถเมล์ป้ายเดียวกัน
แล้วให้สถาบันแต่ละแห่งรับนักเรียน นักศึกษาได้มากขึ้น
ไอ้ที่มีอยู่แล้วน่ะ ย้ายได้ก็ย้ายทั้งคู่เลย แก้ปัญหากว่า ส่วนไอ้ที่จะสร้างใหม่ก็น่าจะมีกฎเกณฑ์ตรงนี้ด้วย ป้องกันเด็กมาเป็นคู่อริต่างสถาบันกันในอนาคต
Comments
คิดว่าทำเป็นนิคมโรงเรียนอาชีวะดีกว่า เอาให้ติดๆๆ กันไปเลย ถ้าซ้ายอริ ขวาก็อริ ตรงข้ามก็อริ จะตีกันยังไง
แล้วถ้าย้ายสถาบันห่างกันมันจะไม่ตีกันได้จริงหรือ มันไม่ได้เกี่ยวกับที่ตั้งของสถาบันเลย
แต่มันเกี่ยวกับหลักสูตร และกิจกรรมที่ รร. ให้เด็กได้ทำ เด้กวัยรุ่นมีพัลงเหลือเฟือ
อยากแสดงออก อยากได้รับการยอมรับ แต่สังคมไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มนี้เท่าไหร่
เขาก็ไปหาทางใช้พลังงานที่เหลือเฟือของเขาตามความคิดของเด็กวัยรุ่น เช่นไปนั่งตามห้าง ไปนั่งตามที่
ที่มี รร. สตรีเรียนเยอะ ๆ และสุดท้ายก็เจออีกสถาบัน เห้นมั้ยไม่เกี่ยวกับสถานที่ตั้งเลย
ผมว่า ความคิดพวกนี้ มันมาจากพวกอาจาร์ยที่เรียนจบและไม่รู้จะไปไหนก็กลับมาเป็นอาจารย์สอนสถาบันที่ตัวเองเรียนจบ และแอบปลูกฝังความคิดเล็กๆเรื่องการตีกันลงไป ซึ่งผมว่า ถ้าหากจะปราบปรามเรื่องพวกนี้ ผมว่า ควรเริ่มจากบุคลากรของสถาบัน ถ้าหากสถาบันจะรับสมัครบุคลากรควรมีหน่วยงานกลางมาคัดกรองประวัติว่ามีการจบมาจากสถาบันท่ี่จะสมัครหรือไม่ มีแบบสำรวจแง่จิตวิทยาฯลฯ
เพื่อสามารถมั่นใจได้ว่า บุคลาการที่สมัครเข้าไปนั้นมีความเป็นกลางไม่มีความคิดเรื่องการสั่งสอนให้ยกพวกตีกัน
ส่วนในเรื่องนักเรียนที่ตีกันง่ายนิดเดียว ไม่ต้องจำคุกไม่ต้องลงโทษ ง่ายแค่ สถาบัน ก ตีกับสถาบัน ข ก็ให้นักเรียนที่ตีกันย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่ตัวเองไปตี แค่นี้ก็ตกนรกทั้งเป็นใครจะกล้าทำ
มัวแต่มาลงโทษผู้ปกครองเข้าสถานพินิจ มันจะไปได้อะไร ตาต่อตาฟัรต่อฟันไปเลยง่ายๆ
ถ้าสถาบันเจอแบบนี้ตรวจเค้มทุกวันคงไม่ไหว ต้องย้ายสถาบันให้ไปเปิดที่อื่น ช่วงระหว่างหาที่นั้นก็ให้ตำรวจมาคอยดูแล สงสารพวกที่ตั้งใจเรียน ส่วนมากตั้งใจเรียนแต่มีส่วนน้อยที่ทำให้ชื่อเสียงสถาบันพังไม่พอ ยังทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอีก และการที่จะเอาผิดไม่จำเป็นต้องเข้าคุกเข้าตาราง แค่ติดทันบนขของสถาบันหรือโรงพักไว้ก่อน เพื่อกันการเกิดเหตุอีกรอบ เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาอีกน่าจะให้นักศึกษาย้ายสถานที่เรียน ถ้าเกิดมีเหตุจนเสียชีวิตก็อให้เขาเรียนจบก่อนแล้วค่อยให้รับโทษ หรือให้บำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชน
เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคับ อยากให้ปลูกจิตสำนึกที่เป็นสาธารณะมากกว่าคับ
ถ้าปลูกจิตสำนึกไม่ได้ก็ยุบสถาบันรวมกันไปเลยครับ
co กันไปเลย น่าจะดีกว่า มั๊งนะ
เด็กมันจะตีกันยังไงมันก็ตีกันอยู่ดีนะผมว่า ด้วยค่านิยมเด็กที่ถูกปลูกฝังมาด้วยอัตตาความเป็นสถาบันของตัวเองที่ถูกเหยียดหยามไม่ได้ จริงๆแล้วศักดิ์ศรีของการเป็นนักเรียนช่างกลมันอยู่ที่ไหน คุณค่าของการเป็นนักเรียนช่างกลอยู่ที่ไหน อันนี้น่าจะเป็นคำถามที่ถามกลับไปตัวเด็กและถามกลับไปสู่สังคมมากกว่า
ว่าอยากเห็นเด็กช่างเป็นอย่างไร มีการแสดงออกที่ถูกต้องของเด็กช่างอย่างไร (ผมมองไปถึงการที่หลายสถาบันมีการจัดกิจกรรมร่วมกัน การแข่งขันการแสดงออกอะไรสักอย่าง ด้วยพื้นฐานของอุดมการ์ณการแสดงออกไปรับใช้ตลาดแรงงาน อะไรก็ว่ากันไป)
และผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาย้ายสถาบันให้ไกลกันเพราะเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างปลายเหตุ
อย่างที่คุณเจ้าของกระทู้เสนอมาเพราะนั่นคือการสร้างภาระ ปัญหาตามมาอีกหลายมิติและไม่ได้เป็นหลักยืนยันว่าจะแก้ไขปัญหาได้จริงๆ ^-^
นึกถึงเราเองจะไปโรงเรียนแต่ละวันยังยากเย็นแสนเข็น ไหนจะรถติด ไหนจะค่าใช้จ่าย แบบนี้ผมว่าเลิกแต่งเครื่องแบบสถาบันเถอะ ให้ใส่ชุดอะไรไป โรงเรียนก็ได้แต่ต้องเหมาะสมกับสภาพ ไม่ใช้แต่ชุดแบบงานศพไป รร. หรือ ชุดแต่งงาน หรือชุดที่โป๊เปลือยทำนองนี้
ข้อดีความคิดนี้ต่างประเทศหลายประเทศเข้าทำกัน เป็นการแสดงออกถึงเสรีภาพตามแนวทางประชาธิปไตยด้วย เริ่มปลูกฝังจากตรงนี้เลย จากการไปโรงเรียน
1. ลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดเครื่องแบบ
2. ลดการจำโจทย์ สถาบันไหนก็ไม่รู้
3. ลดการใช้งบประมาณรายจ่ายของประเทศ ที่ว่าเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ได้เยอะเลย
ประมาณนี้ก่อนครับ