“การยุบสภา” เป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่ใช้ถ่วงดุลอำนาจกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ผู้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติในระบบรัฐสภา เมื่อมีการยุบสภา สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่จะพ้นวาระก่อนครบกำหนด อันถือเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยยุติความขัดแย้งทางการเมืองผ่านการให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในการเลือกตั้งครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม การยุบสภาบางครั้งจุดประสงค์ที่แท้จริงอาจไม่ใช่เพราะต้องการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่อาจแฝงเล่ห์กลเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองบางอย่างโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย
รัฐธรรมนูญ 60 เปิดช่องให้ยุบสภาไปก่อน วันเลือกตั้งตามมาทีหลัง
อำนาจการยุบสภาถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไทยฉบับถาวรตั้งแต่ปี 2475 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยหลักการเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ในทางปฏิบัติการยุบสภาต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ถวายคำแนะนำ และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ผลของการยุบสภานอกจากจะทำให้สภาผู้แทนราษฎรทำงานต่อไม่ได้แล้ว คณะรัฐมนตรีเองก็ต้องพ้นจากตำแหน่งเช่นเดียวกัน แต่ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีชุดใหม่เข้ามาแทน
รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบัน บัญญัติเรื่องยุบสภาไว้ในมาตรา 103 “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทําโดยพระราชกฤษฎีกา และให้กระทําได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน ภายในห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศกําหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ วันเลือกตั้งนั้นต้องกําหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร”
หากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปีก่อน ๆ จะพบความแตกต่างในรายละเอียดบางอย่าง อาทิ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 (มาตรา108) มีเนื้อความบัญญัติในวรรคสองว่า “การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทําโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกําหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เปนการเลือกตั้งทั่วไป…” หมายความว่า หากมีการยุบสภาก็ต้องประกาศวันเลือกตั้งพร้อมกันทันที ทำให้เมื่อมีการยุบสภาในช่วงที่ยังบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้น คือ
การยุบสภาครั้งที่ 13และ
การยุบสภาครั้งที่14 ได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งว่าเป็นวันที่เท่าไรลงในพระราชกฤษฎีกายุบสภาด้วย
ซึ่งในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีการติดเงื่อนไขนี้ไว้ ทำให้แม้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ประกาศยุบสภา แล้ว แต่เราได้รู้วันเลือกตั้งใหม่ก็ตอนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศวันให้ทราบหลังจากวันที่มีการยุบสภา เหตุที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดไว้เช่นนี้ สืบเนื่องมาจาก
เหตุการณ์ความวุ่นวายก่อนการเลือกตั้งปี 2557 เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เกิดประเด็นถกเถียงเรื่อง
การเลื่อนวันเลือกตั้งว่าขัดต่อกฎหมายหรือไม่ สุดท้ายจึงนำไปสู่การแก้ไขบทบัญญัติเรื่องยุบสภาในรัฐธรรมนูญปี 2560 ถอดความเดิมเรื่องเงื่อนไขต้องประกาศวันเลือกตั้งทันทีออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขัดขวางปิดคูหาเลือกตั้ง และเพิ่มความใหม่ตามมาตรา 104 กล่าวคือ กกต.สามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ หากเกิดเหตุจําเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เพื่อไม่ให้ต้องถกเถียงกันอีกว่าสามารถเลื่อนวันเลือกตั้งได้หรือไม่อย่างที่เคยเกิดขึ้น (อ้างอิง พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย (
นิติพิศวง Ep.18 ยุบสภาฯ แล้วนะจ๊ะ, 20 มีนาคม 2566).
ยุบสภาแล้วนักการเมืองต่อเวลาหาพรรคใหม่สังกัด แถมเวลาหาเสียงเพิ่มขึ้น
การยุบสภาครั้งล่าสุดให้เหตุผลไว้ว่าเพื่อ “คืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้แก่ประชาชนโดยเร็ว…” ตามข้อเท็จจริง “โดยเร็ว” ที่ว่านี้เป็นเพียงแค่สามวันก่อนครบกำหนดวาระของสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าการยุบสภาจวนจะครบวาระขนาดนี้ พล.อ.ประยุทธ์มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ เพราะเมื่อมีการยุบสภาแล้ว จะส่งผลให้กรอบระยะเวลาตามกฎหมายบางประเด็นเปลี่ยนแปลงไป (อ่านเพิ่มเติม
https://ilaw.or.th/node/6429)
การยุบสภาของพล.อ.ประยุทธ์ถูกกังขาว่าเป็นการยื้อเวลาให้กับตัวเอง และพรรคพวก เนื่องจากหากอยู่จนครบวาระการเลือกตั้งทั่วไปจะต้องเกิดเร็วที่สุดคือ ไม่เกินวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 แต่การยุบสภาทำให้วันเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปอีก อีกทั้ง เมื่อพิจารณาบริบทประกอบกับสถานะทางการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ก่อนที่จะประกาศยุบสภา ความสัมพันธ์ที่มีต่อพรรคแกนนำรัฐบาลค่อนข้างระส่ำระส่ายโดยเฉพาะกับพรรคพลังประชารัฐที่ส่งให้เป็นนายกรัฐมนตรีแม้ว่าตนจะไม่ได้เป็นทั้งหัวหน้าพรรค หรือสมาชิกพรรค จนสุดท้าย
พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดตัวกับพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งก่อตั้งได้ไม่นาน และฐานทัพยังไม่แน่นพอที่จะลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ จึงทำให้เกิดความน่าสงสัยว่าการใช้อำนาจยุบสภาของพล.อ.ประยุทธ์ทำไปเพื่อหวังผลทางการเมืองดึงเวลาให้ฐานทัพใหม่ตัวเองได้ก่อร่างสร้างตัวหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเปิดโอกาสให้นักการเมืองได้มีเวลาย้ายพรรค และมีเวลาหาเสียงเพิ่มขึ้นจากเงื่อนไขเวลาที่แปรเปลี่ยนจากเดิม โดยสรุปออกมาในแต่ละประเด็นได้ ดังนี้
1. นักการเมืองมีเวลาย้ายพรรคเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องย้ายพรรคก่อน 90 วัน พอมีการยุบสภาระยะเวลานี้ลดลงเหลือ 30 วัน ดังนั้น เมื่อวันเลือกตั้งใหม่กำหนดแน่ชัดแล้วคือ วันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ผู้สมัครส.ส. ก็มีเวลาย้ายพรรคถึงวันที่ 14 เมษายน 2566 (เดิมต้องย้ายภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 )
2. กรอบเวลาหาเสียง 180 วันเป็นอันยกเลิก การคำนวณค่าใช้จ่ายในการหาเสียงจึงคำนวณตั้งแต่วันที่ยุบสภาเพื่อแจ้งต่อกกต. ดังนั้นจึงเป็นผลดีต่อผู้สมัครส.ส. เพราะกรอบเวลาที่อยู่ภายใต้กำกับการหาเสียงนั้นสั้นลง ภาระในการแจ้งค่าใช้จ่ายต่อ กกต. ก็ลดลงตามไป
กรอบเวลาตามกฎหมายที่เปลี่ยนด้วยผลจากการยุบสภาก็กลายเป็นเทคนิคให้พล.อ.ประยุทธ์ได้คุมเกม เนื่องจากเหตุผลประการหนึ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติสังกัดใหม่เป็นพรรคใหม่ที่ยังต้องสะสมขุมกำลัง กรอบเวลาสังกัดพรรคการเมืองจึงเป็นตัวการสำคัญที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักการเมืองย้ายขั้วย้ายข้างมาเป็นกำลังให้ตนได้อย่างไร้กังวล แถมด้วยเวลาหาเสียงที่เพิ่มขึ้น
ย้อนดูชนวนเหตุยุบสภา
ประวัติศาสตร์การยุบสภาในไทยจำนวน 14 ครั้ง ก่อนหน้าประกอบไปด้วยเหตุต่างๆ มากมายซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากวิกฤติการณ์การเมืองในขณะนั้น แต่น้อยครั้งที่จะมีการยุบสภาตอนรัฐบาลอยู่จนใกล้จะครบวาระ โดยสาเหตุที่ทำให้มีการยุบสภาเกิดขึ้นมีดังนี้
1. ฝ่ายบริหารเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น ไม่ผ่านการออกกฎหมายสำคัญ
2. ส.ส. และส.ว. ทำงานร่วมกันไม่ได้
3. มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
4. เพื่อเร่งให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น
5. ชิงความได้เปรียบทางการเมือง ช่วงรัฐบาลกำลังได้รับความนิยม เป็นต้น
6. จัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศไม่ได้
7. รัฐบาลบริหารประเทศผิดพลาดอย่างร้ายแรง
8. ประชาชนมีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา
ครั้งที่ | รัฐบาล | วันเลือกตั้งของสภาชุดนี้ | วันที่สภาครบอายุ | วันที่ยุบสภา | รัฐธรรมนูญ | หลักเกณฑ์กำหนดวันเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ |
1 | พันเอก พระยาพหลพลหยุหเสนา | | | 11 ก.ย. 2481 | 10 ธ.ค. 2475 | ภายใน 90 วัน นับแต่พ.ร.ฎ.ยุบสภาประกาศใช้ |
2 | ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช | | | 15 ต.ค. 2488 |
3 | ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช | 26 ม.ค. 2518 | 25 ม.ค. 2522 | 12 ม.ค. 2519 | 2517 | อายุสภาสิ้นสุด: ภายใน 60 วันนับแต่อายุสิ้นสุด (ม.121) ยุบสภา : ภายใน 90 วัน (ม.122) |
4 | พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ | 22 เม.ย. 2522 | 21 เม.ย. 2526 | | 2521 | อายุสภาสิ้นสุด : ภายใน 60 วันนับแต่อายุสิ้นสุด (ม.100) ยุบสภา : ภายใน 90 วัน (ม.101) |
5 | 18 เม.ย. 2526 | 17 เม.ย. 2530 | 2 พ.ค. 2529 |
6 | 27 ก.ค. 2529 | 26 ก.ค. 2533 | 29 เม.ย. 2531 |
7 | อานันท์ ปันยารชุน | 22 มี.ค. 2535 | 21 มี.ค. 2539 | 30 มิ.ย. 2535 | 2534 | อายุสภาสิ้นสุด : ภายใน 60 วันนับแต่อายุสิ้นสุด (ม.111) ยุบสภา : ภายใน 90 วัน (ม.112) |
8 | ชวน หลีกภัย | 13 ก.ย. 2535 | 12 ก.ย. 2539 | 19 พ.ค. 2538 |
9 | บรรหาร ศิลปอาชา | 2 ก.ค. 2538 | 1 ก.ค. 2542 | 28 ก.ย. 2539 |
10 | ชวน หลีกภัย | 17 พ.ย. 2539 | 16 พ.ย. 2543 | 9 พ.ย. 2543 (7 วันก่อนสภาครบอายุ) | 2540 | อายุสภาสิ้นสุด : ภายใน 45 วันนับแต่อายุสิ้นสุด (ม.115) ยุบสภา : ภายใน 60 วัน (ม.112) |
11 | ทักษิณ ชินวัตร | 6 ก.พ. 2548 | 5 ก.พ. 2552 | 24 ก.พ. 2549 |
12 | อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ | 23 ธ.ค. 2550 | 22 ธ.ค. 2554 | 10 พ.ค. 2554 | 2550 | อายุสภาสิ้นสุด : ภายใน 45 วันนับแต่อายุสิ้นสุด (ม.107) ยุบสภา : ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน (ม.108) |
13 | ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร | 3 ก.ค. 2554 | 2 ก.ค. 2558 | 9 ธ.ค. 2556 |
14 | พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา | 24 มี.ค. 2562 | 23 มี.ค. 2562 | 20 มี.ค. 2566 (3 วันก่อนสภาครบอายุ) | | อายุสภาสิ้นสุด : ภายใน 45 วันนับแต่อายุสิ้นสุด (ม.102) ยุบสภา : ต้องกำหนดวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน (ม.103) |
ตลอดสี่ปีของการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่สามารถเป็นชนวนเหตุให้ยุบสภาได้อยู่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่การเป็น
รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ รวมถึงมี
การชุมนุมของประชาชนที่เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ยุบสภาอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งปีสุดท้ายก็ยังเกิดปรากฏการณ์ส.ส.พากันไม่เข้าประชุม ทำ
สภาล่ม จนสาธารณชนมองว่าสภาชุดนี้ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป แต่พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังยื้อเวลาจนเกือบจะครบกำหนดวาระสภา สร้างความน่าสลดใจให้แก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเห็นสภาผู้ทรงเกียรติไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญให้แก่ประเทศชาติอยู่หลายเดือน มิหนำซ้ำ
พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมาตอบกระทู้ถามสดต่อสภาผู้แทนราษฎรด้วยตนเองซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจที่จะรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม การยุบสภาตอนใกล้ครบวาระเคยเกิดขึ้นในสมัย
รัฐบาลชวน หลีกภัย ปี 2543 โดยสาเหตุสืบเนื่องมาจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลบริหารล้มเหลว ทำให้ส.ส.ลาออกย้ายพรรคกันเป็นจำนวนมากเพื่อกดดัน แต่รัฐบาลก็สามารถดึงเชิงลากยาวยุบสภาก่อนครบวาระสภาผู้แทนราษฎรก่อนเพียงหนึ่งอาทิตย์ (9 พ.ย. 2543) แม้ผลสุดท้ายความพยายามยืดเวลาของรัฐบาลชวนจะไม่ส่งผลอะไรต่อการเลือกตั้งครั้งถัดมา นอกจากความพ่ายแพ้ให้กับ
พรรคไทยรักไทยที่ได้ที่นั่งไปมากถึง 248 เสียง แต่หากมองเทียบกับรัฐบาลที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ แม้จะยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าอนาคตทางการเมืองจะมีจุดจบเป็นอย่างไร แต่การยุบสภาใกล้ๆ กำหนดวาระ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลไร้เสถียรภาพนี้ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความดื้อแพ่งของตัวผู้นำที่ไม่ยอมปล่อยมือจากอำนาจ และสร้างความคลุมเครือโดยใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างไร้จิตสำนึกที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้งใหม่โดยเร็วอย่างแท้จริง