มีข่าวในช่วงหนึ่งที่มีการผลักดันเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้านามของสามประเภทสองที่ผ่านการแปลงเพศมาแล้ว แต่ส่วนตัวคิดว่า ไม่ดีกว่าหรอถ้าคนที่เป็นเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้(ถ้าสังคมยังรับคำนี้ไม่ได้ก็ให้เรียกว่าการจดทะเบียนหุ้นส่วนชีวิต)ซึ่งการจดทะเบียนนี้จะครอบคลุมไปในแง่ของกฎหมายเหมือนคู่สมรสทั่วไป ตั้งแต่การหย่าร้างการแบ่งทรัพย์สิน การรับมรดกเบี้ยกระกันฯลฯ และอีกหลายๆอย่างที่ คู่สมรสชายหญิงมีได้ในแง่ของกฎหมาย เพราะปัจจุบัน กลุ่มคนรักร่วมเพศได้มีการกินอยู๋กันฉันสามีภรรยามากมายเพียงแต่กฏหมายไม่ยอมรับ อย่าเอาคำว่าเมื่องพุทธมาอ้าง.. เพราะคำนี้ขัดขวางความเจริญมาหลายครั้งแล้ว(ความเห็นส่วนตัวไม่ได้ต้องการลบหลู่) ประเทศที่เจริญแล้วหลายๆประเทศเขาก็มีกฎหมายเรื่องนี้แล้ว. หรือว่าประเทศเรายังต้องเป็นประเทศกำลังพัฒนาแบบนี้ต่อไปไม่มีทาง"เจริญแล้ว"เหมือนประเทศอื่นๆ
[ไอลอว์ - สิทธิตามกฎหมายที่คู่รักเกย์-เลสเบี้ยน เข้าไม่ถึง หากไม่มีสถานะการจดทะเบียนตามกฎหมาย คลิกที่นี่]
Comments
ทุกคนควรมีสิทธิในการเลือกคู่รักอย่างเท่าเทียม
ผมก็เข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ว่าเรื่องเพศแต่งงานผมไม่ว่าเลย
ผมกลัวว่าจะมีปัญหาในอนาคตตามมา เช่น คนในโลกจะมีเปอเซ็นเป็นเพศที่ 3 มากขึ้น
ซึ่งเป็นปัญหาระดับนานาชาติเลยนะคับ ถึงจะบอกว่าลดปริมาณประชากรก็เถอะ
แล้วสภาพแวดล้อมในประเทศจะแย่ลงนะคับ อาจจากเปลี่ยนจับผู็หญิงข่มขืนเป็นผู้ชาย
มันทำให้โลก ..... คิดดูแล้วกันละคับ
มันมีด้วยเหรอ คนที่อ้างว่า "เรื่องนี้" ทำไม่ได้เพราะเป็นเมืองพุทธ (ผมไม่ค่อยได้สนใจข่าวสังคมเท่าไหร่ ขออภัยด้วยที่ไม่ทราบ)
ก็อย่างที่คุณเข้าใจ ว่าพุทธศาสนาไม่ได้ขัดขวางความเจริญเลย (ถ้าใครได้ลองศึกษาจริงจังหน่อย จะรู้ว่าพุทธศาสนานี่แหล่ะส่งเสริมความเจริญของแท้) แต่ที่ขัดขวางความเจริญคือบุคคลที่ขลาดเขลา และกระทำการใด ๆ โดยขาดการใช้ปัญญา แล้วอ้างตนว่าเป็นชาวพุทธ อ้างว่าเพราะเป็นเมืองพุทธ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งความหมายของคำว่า "พุทธะ" ด้วยซ้ำ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าชาวพุทธในนามนั่นเอง เมื่อโดนพาดพิงบ่อยเข้า ผู้ที่รู้จักศาสนาพุทธเพียงชื่อ เลยพลอยไม่ชอบพุทธศาสนาไปด้วย (แบบเดียวกันกับที่บางคนไม่ชอบพฤติกรรมของแฟนคลับเกาหลีบางคน หรือบางกลุ่ม แล้วพลอยไม่ชอบดารา นักร้องเกาหลีไปด้วยนั่นหล่ะ เหมือนกันเด๊ะ ๆ เลย)
ทีนี้ความเห็นส่วนตัวของผมบ้าง ส่วนตัวแล้วคิดว่า น่าจะมีการทำให้การแต่งงานของเพศเดียวกันมีผลทางกฎหมายไปซะ เพื่อที่พวกเขาจะได้ทำธุระต่าง ๆ ได้สะดวกหน่อย อีกอย่างไม่ว่ากฎหมายแบบนี้จะมีหรือไม่มีก็ไม่อาจเปลี่ยนใจพวกเขาได้หร่อกนะ และที่สำคัญผมไม่เห็นว่าเขาจะทำให้ใครเดือนร้อนเลยนี่
แล้วก็ ผมอยากขอให้สังคมยอมรับพวกเขาเหล่านี้ด้วย "ใจจริง" แบบไม่ซึนฯ กันเยอะ ๆ หน่อย เพื่อพวกเขาจะได้มีที่ยืนในสังคมได้แบบสง่าผ่าเผยบ้าง ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ลองคิดดู คนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานจนลูกสองสามคนได้ปริญญาหมดแล้ว มาวันหนึ่งภรรยากลับขอเลิก เพื่อไปมีภรรยาใหม่! เป็นผม ผมช็อคนะ ที่ช็อคก็ไม่ใช่เพราะรู้ว่าภรรยาชอบเพศเดียวกันหร่อก แต่ที่ช็อคคงเป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่อยู่ด้วยกันนั้น มันเป็นเพียงภาพลวงตาซะมากกว่า (เรื่องจริง คนรู้จักของบิดาบังเกิดเกล้าผมเอง) นี่ล่ะผลของการที่เรายอมรับเพศที่สามแบบ ซึนเดเระ ในปัจจุบัน
และสุดท้ายขอบอกว่าผมเป็นผู้ชาย ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย ผมไม่ได้เป็นเกย์ ผมชอบผู้หญิง แต่สาวดุ้นน่ารัก ๆ ก็รับพิจารณานะจ๊ะ ยิ่งถ้าเป็นสาวแว่นด้วยจะรับพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะสาวแว่น(บางคน)โมเอะ! ลงชื่อ..หนึ่งในสมาชิก ชสวท.
แต่สิทธิของคู่รักคู่นี้ เป็นตัวจะกลายเป็นตัวแบบในสังคมไทย ผมไม่เห็นด้วยอย่าแรง
เรื่องนี้ขนาดอเมริกายังหืดขึ้นคอ ประเทศไทยคงอีกหลายร้อยปี
ดี ตรงที่คนเราเลือกเกิดไม่ได้ คนรักกันผิดตรงไหน ไม่ไ่ด้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร
ไม่ดี ตรงที่ประชากรอาจลดลง อาจเป็นปัญหาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต(เอ๊ะข้อดีไม่ใช่เหรอนั่นอ้ะ)
เฉยๆ ตรงที่อนาคต มนุษย์เทียมอาจจะมีเยอะแยะไปก็ได้
ก่อนจะว่ากันว่าจดทะเบียนเพศเดียวกันได้ไม่ได้ ผมอยากให้ดูจุดประสงค์หลักของการจดทะเบียนมากกว่า แล้วดูว่าทำไมมันจึงต้องเจาะจงเฉพาะคู่ชาย-หญิง
อยากจะถามหน่อยว่าคนที่รักเพศเดีวกันไปทำอะไรให้คุณเดือดร้อน เราก็ดำเนินชีวิตปกติไม่ได้ไปทำความเดือดร้อนให้ใคร เป็นคนดี คุณคิดว่าการที่คนๆหนึ่งต้องการจะจดทะเบียนสมรสกับคนที่เค้ารักเพื่ออะไร ก็เพื่อเป็นสิ่งที่ยืนยันความรักอีกอย่างหนึ่งซึ่งจะมีผลทางกฏหมาย ทำให้มั่นใจและรู้สึกว่าเท่าเทียมกับคู่รัก ชาย-หญิง หัดเปิดมุมมองใหม่ๆให้กับตัวเองบ้าง นี่มันยุคไหนแล้ว ถ้าเกิดว่าลูกคุณเป็นเพศที่สามคุณจะเกลียดเค้าหรอ?? ใช่ตอนแรกคุณอาจจะทำใจยอมรับไม่ได้ แต่ถ้าหากเค้าเป็นคนดี ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ซึ่งอาจจะมีศักยภาพมากกว่า ชาย-หญิง บางคนที่ไม่ทำงานหรือทำก็อาจจะเป็นงานทุจริตก็เห็นอยู่เยอะแยะไปในสังคม !!!
จริงๆ แล้ว คนที่รักเพศเดียวกันก็ คือ คน นั่นแหละ ก็มีทั้งคนดี คนกลางๆ คนไม่ดี สร้างประโยชน์ให้กับสังคม ประเทศชาติและโลก ได้เหมือนกับชายจริงหญิงแท้ ดังนั้น เราจึงควรมองที่คุณค่าของเขาไม่ใช่อัตลักษณ์ภายนอก ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับการให้ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์
การจดทะเบียน การแต่งงาน ของคนรักต่างเพศ เหมือนเป็นสิทธิพิเศษ เพราะคนรักเพศเดียวกัน อยู่กันมานับ10ๆ ปี ทำนิติกรรมใดๆ ร่วมกันก็ไม่ได้ ขณะที่รักต่างเพศแม้ไม่ได้จดทะเบียนก็ยังสามารถทำได้ เพราะแค่อีกคนมีคำนำหน้าว่านาย และอีกคนนำหน้าว่านางสาวเท่านั้นเอง เป็นการเลือกปฎิบัติโดยรัฐ
ทำให้มันชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราวซะทีเถอะค่ะ
ถ้าคุณมีภรรยาที่อยู่กินมา 20 ปีแล้วเธอป่วยหนักไร้สติแต่คุณเซ็นรับรองการรักษาให้เธอไม่ได้ คุณจะรู้สึกอย่างไร?
ถ้าสามีคุณที่อยู่กับคุณจนแก่เฒ่า เขาเสียชีวิตแต่คุณไม่มีสิทธิ์จัดการศพ หรือแม้แต่เห็นหน้าศพ คุณจะเจ็บปวดแค่ไหน?
เรื่องเล็กๆ แต่สำคัญต่อจิตใจแบบนี้ เจอกับตัวเองคงพูดไม่ออกนะคะ ใจเขาใจเราค่ะ
ถ้าใจคุณเป็นชาวพุทธ มีเมตตาธรรม คุณจะรู้ว่าเรื่องนี้มันสำคัญกับเรา
ขอร้องว่าอย่ากีดกันนักเลยค่ะ มันไม่ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นหรือเลวลงที่ตรงไหนหรอก
ไม่ขัดนะ เพราะถ้าพูดถึงการจดทะเบียนแบบปกติชาย - หญิง ก็ยังมีปัญหาตามมาหลายกรณี
จดแล้วก็หย่าบ้าง พอหย่าแล้วก็จดใหม่บ้าง ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า
ควรเปิดโอกาสให้แก่ผู้ที่ต้องการทั้งหมดทุกเพศ ไม่จำเป็นที่จะต้องแค่ชาย - หญิง
ไหนๆชาย - หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกันแล้วนี่ หรือจะบอกว่าสาวประเภทสองไม่มีสิทธิ ??
ในเมื่อได้สิทธิแล้ว ก็ต้องได้สิทธิกันทุกคน ไม่มีใครยอมเสียสิทธิของตนเองหรอก
อาจให้เพศที่3มีสิทธิจดทะเบียนได้ แต่ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนคำนำหน้าจากคำว่า "นาย"เป็น"นาง" ถึงจะมีการเแปลงเพศแล้ว ก็อยากจะให้ใช้คำว่า "นาย" เพราะถึงอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ระบุตั้งแต่เกิดแล้วว่าคุณเป็นเด็กชายต้องมีคำว่า นาย นำหน้าในอนาคต
ถ้าคิดว่ากลัวว่าเพศที่สามเจอมีเยอะกว่าสองเพศที่มีอยู่ น่าจะหวนกลับไปคิด นะคะว่าทำไมเค้าถึงมาชอบเพศเดียวกัน ดิฉันเป็นผู้หญิงที่ชอบเพศเดียวกัน คุณลองฟังที่ดิฉันพูดนะคะ แล้วเถียงว่าไม่จริง
เคยมั้ย ผู้ชายกินข้าวพร้อมกับผู้หญิง (ผู้หญิงทำกับข้าวหากับข้าวมาให้กิน) กินเสร็จก็ปล่อยให้ผู้หญิงล้างเก็บคนเดียว
เคยมั้ย เห็นผู้หญิงซักผ้าให้ผู้ชาย ขนาดกางเกงในก็ต้องซัก
แค่สองข้อที่กล่าวมา น่าจะนึกออกเลย ว่า ประเทศไทยจะตกอยู่กับคำว่ากำลังพัฒนา ไปอีกกี่พันปี
เพราะประเทศไทยผู้ชายต้องมาก่อน
มันจะมีผลต่อเรื่องการรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไหมครับ
เช่น สิทธิประกันสุขภาพสำหรับครอบครัว ประกันสังคม รับเงินประกันชีวิต รับมรดก การยื่นคำร้องของวีซ่า
ส่วนตัวว่าทุกอย่างย่อมมีข้อดีข้อเสียเหมือนกันหมด ฉะนั้นอยากให้หลายๆคนมองหลายๆด้านแล้วเปิดใจดู
และความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้ามีก็ดี เพราะจะให้สิทธิเกี่ยวกับใช้ชีวิตคู่ของพวกเขามากขึ้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เพศที่3 พวกเขาก็มนุษย์เหมือนกันพวกเรานั่นแหละ
แล้วก็ส่วนที่ใครบอกว่าจะทำให้เพศที่3เยอะขึ้น ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยว เพราะคนจะรักกันมันไม่ใช่กฎหมายรองรับหรอก ถ้ามีคือมีมาอยู่แล้วแต่ต้นมากกว่า
คนเราทุกคนควรมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเพศเดียวกันหรือต่างเพศ
อยากทำอะไรก็ทำกันไปเถิดครับ แต่ขอให้เกิดจากความต้องการอันแท้จริงของเราเอง อย่าไปอ้างประเทศต่าง ๆ เลยครับ คนละบรรยากาศ ในประเทศนั้น ๆ ก็มีทั้งสนับสนุนและต่อต้าน เป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้ อย่างไรก็ตาม จะต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ คงยุ่งยากทีเดียว
ตอนแรกก็ต้องการจะจดทะเบียนนะคะ แต่ถ้าให้จดแล้วไม่มีกฎหมายรองรับนี่ก็ ไม่ต่างกับเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง
เราไม่สามารถเป็นบุคคลเดียวกับแฟนได้เลย แฟนเจ็บแฟนป่วยก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ จะกู้เงินร่วมกันก็ไม่ได้ มันน่าเศร้ามากเลยนะคะ ที่อ่านๆมา ที่บอกว่าแฟนจะต้องผ่าตัด แต่อีกฝ่ายเซ็นให้ไม่ได้เนี่ย ทั้งๆที่อยู่กินมาก็นาน
แค่อยากให้มี "กฎหมายรับรองการใช้ชีวิตคู่" ของคนรักเพศเดียวกันเท่านั้นเองค่ะ อยากให้ครอบคลุมถึงทุกเพศที่มีอยู่บนโลกใบนี้ที่รักกัน ยกเว้น ชาย-หญิง เพราะว่ารับรองไว้อยู่แล้ว
เมื่อไหร่จะมีคะ รออยู่ ปัญหาของคนรักเพศเดียวกัน มันมีมากมายมากเลยรู้มั้ยคะ ในส่วนกฎหมายเนี่ยแหละทำให้เราคิดหนักสุดๆเลย
ผ่านอะไรมาด้วยกันก็เยอะ พ่อแม่เรา-เค้าก็ไม่ได้ยอมรับมากมายถ้าจะอยู่ด้วยกันจริงๆ สายตาของคนรอบข้าง(ที่เราไม่แคร์ไปละ สังคมเปิดกว้างขึ้น) ครอบครัวที่สมบูรณ์(เรามีลูกกันไม่ได้)
แฟนเราที่เป็นทอมอ่ะ เราอยู่ด้วยไม่เคยนึกเลยว่าเป็นทอม เค้าเหมือนผู้ชายคนนึง ร่างกายอาจไม่ใช่ แต่ความคิด จิตใจ ความเป็นสุภาพบุรุษ ความแมน การเอาใจใส่รัก ความมั่นคงในรัก ความเสมอต้นเสมอปลาย การต่อสู้ฟันฝ่า เราว่าบางทีมีมากกว่า แล้วก็แมนมากกว่าผู้ชาย(บางคน)อีกนะคะ
ควรสร้างกฏหมายนี้ขึ้นมา เพราะมันเป็นสิทธิของประชาชน