รอบอาทิตย์ที่สาม ก.ค. 55 : กรีนพีซเตรียมผลักดันกฎหมายพลังงานหมุนเวียน

รอบอาทิตย์ที่สาม ก.ค. 55 : กรีนพีซเตรียมผลักดันกฎหมายพลังงานหมุนเวียน

เมื่อ 20 ก.ค. 2555

กรีนพีซเตรียมผลักดันกฎหมายพลังงานหมุนเวียน
 
กรีนพีซ เตรียมผลักดันกฎหมายพลังงานหมุนเวียน ตั้งเป้าขอรายชื่อสนับสนุน 55,555 รายชื่อ 
 
นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกล่าวว่า กรีนพีซเตรียมผลักดันกฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนพลังงานสกปรกเป็นพลังงานสะอาด โดยจะรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศไทยปฏิวัติพลังงาน เนื่องจากที่ผ่านมาเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจาก ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่ง ผลกระทบต่อประชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพและการประกอบอาชีพของประชาชน
 
“กฎหมายพลังงานหมุนเวียนต้องเป็นนโยบายระดับชาติที่ยึดถือประโยชน์ของ ประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นที่ตั้ง รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการลงทุนด้านการพลังงานหมุนเวียนที่ สะอาดและยั่งยืน โดยทุกครัวเรือนสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนอย่าง เท่าเทียมกัน อีกทั้งการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าต้องมีความโปร่งใส และราคาไฟฟ้าต้องมีความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ผลิตและผู้ใช้ พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืนจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นความฝันอีกต่อไป แต่จะเป็นเรื่องจริงที่เกิดในเร็วๆนี้” นางสาวณัฐวิภา กล่าว
 
ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 1- 18 ส.ค. 2555 กรีนพีซจะจัดกิจกรรมรณรงค์โครงการ “ปฎิวัติพลังานผ่านกฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ขึ้นที่ ราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก โดยนำ “โดมกู้วิกฤตโลกร้อน” (Climate Rescue Station) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการรณรงค์เรื่องการกอบกู้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศในหลายประเทศ มาจัดแสดง และใช้เป็นสถานที่ในการจัดนิทรรศ การเสวนา ต่างๆ เพื่อให้ความรู้และข้อมูลกับประชาชน 
 
ที่มา : โพสต์ทูเดย์
 

“ภูเก็ต” ประกาศจัดตั้งสภาพลเมือง เดินหน้า “จังหวัดจัดการตนเอง”
 
นายชาญเวช โชติกิจสมบูรณ์ ตัวแทนคณะทำงานภูเก็ตจัดการตนเอง กล่าวว่า จากปัญหาและความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นใน จ.ภูเก็ต ทางคณะทำงานจึงมีเป้าหมายในการพัฒนา โดยประกาศเจตนารมณ์ร่วมเพื่อผลักดันภูเก็ตเป็นจังหวัดจัดการตนเองและจัดตั้งสภาพลเมืองภูเก็ต ทั้งนี้ จ.ภูเก็ต มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารเป็นลักษณะจัดการตนเองหลายครั้ง โดยเริ่มต้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2525 ที่ร่วมกันเสนอญัตติเข้าสู่สภาฯ เรื่อง “ภูเก็ตกับการบริหารอิสระ” หลังจากนั้นในปี 2530 ได้มีการร่าง พ.ร.บ.บริหารราชการนครภูเก็ต โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ และนายถวิล ไพรสณฑ์ จนนำไปสู่การสัมมนาเรื่องรูปแบบการปกครองภูเก็ตที่ควรจะเป็นในอนาคตโดยโครงการวิทยาลัยการเมือง สาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมกับ สภา จ.ภูเก็ต หอการค้า จ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองภูเก็ต เมื่อวันเสาร์ที่ 3 เม.ย.2536 ที่เสนอให้เป็นภูเก็ตมหานคร
 
ต่อมาในปี 2540 ผศ.วุฒิสาร ตันไชย หัวหน้าคณะทำงานฯ ได้เก็บรวบรวมความคิดเห็นและความต้องการของท้องถิ่น โดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นำคณะทำงานเดินทางมาภูเก็ต มาหาข้อมูลและความคิดเห็นของชาวภูเก็ตในสมัยนายพงศ์พโยม วาศภูติ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ช่วงรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ มีการเสวนา "บทบาทผู้ว่า ซี อี โอ กับชาวภูเก็ต" เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2544 จนมาถึงแนวคิดของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่เสนอให้ภูเก็ตมีคณะกรรมการจังหวัดภูเก็ต 15 คน
 
นายชาญเวช กล่าวต่อไปว่า จากการวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาที่ผ่านมาพบว่า จ.ภูเก็ต ยังมีการพัฒนาอย่างไร้ทิศทางส่งผลให้ยากต่อการควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม รวมไปถึงปัญหาการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และขาดประสิทธิภาพในการจัดการ ทั้งการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบที่ไม่เคร่งครัด ภาคประชาชนมีส่วนร่วมน้อย
 
ด้าน นางวณี ปิ่นประทีป รองผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูป (สปร.) กล่าวว่า สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับ “จังหวัดจัดการตนเอง” ที่หลายคนมองว่าเป็นการกระจายอำนาจสู่ประชาชนนั้น ทาง สปร.ได้เปลี่ยนมาใช้คำว่า การคืนอำนาจสู่ประชาชน เพื่อจัดการกับปัญหาของตนเอง และส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม
 
“สปร. ได้มองไว้ว่าจังหวัดจัดการตนเองในภาคเหนือคือ เชียงใหม่ ภาคอีสานคือ อำนาจเจริญ และจะยินดีสนับสนุนอย่างยิ่งหากภาคใต้จะมีจังหวัดจัดการตนเองเป็น จ.ภูเก็ต เพียงแต่ต้องการเห็นการวางแผนที่เป็นระบบ และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ทาง สปร.ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุน และผลักดันให้เกิดการพัฒนาจนนำไปสู่การปฏิรูป ยินดีจะส่งเสริมความคาดหวังของชาวภูเก็ตให้เกิดขึ้นอย่างเต็มที่” รองผู้อำนวยการ สปร.กล่าว
 
ที่มา : ประชาไท
 
วินจยย.ทั่วกรุงร้องผบช.น.ถูกมาเฟียป่วน
 
เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2555 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) นายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวนกว่า 200 คน เดินทางเข้าร้องเรียนต่อ นายวันเฉลิม อยู่บำรุง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) ว่า ถูกวินจักรยานยนต์รับจ้างเถื่อน ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนมาวิ่งรับส่งผู้โดยสารแย่งกับกลุ่มวินจักรยานยนต์รับจ้างที่ถูกกฎหมาย และยังเพิ่มจำนวนเสื้อวินเพิ่ม แทนการเรียกเก็บส่วยอย่างต่อเนื่อง แม้จะเคยเข้าร้องเรียนแล้วก็ตาม จนทำให้ผู้ขับขี่วินจยย.รับจ้าง ที่เข้าร้องเรียนไม่สามารถขับวินได้อีก เนื่องจากถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลข่มขู่
 
ด้านพล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า ตนเพิ่งจะมารับตำแหน่งยังไม่ทราบข้อมูล ต้องขอขอบคุณท่านวันเฉลิม ที่พากลุ่มผู้ขับขี่วินจยย.รับจ้างมาให้ข้อมูลในวันนี้ ในวันจันทร์ที่ 23 ก.ค. ตนจะเรียกประชุมมอบนโยบายให้กับข้าราชการตำรวจทั้งหมดตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไปของบช.น. ตนจะเอาปัญหาดังกล่าวเข้าพูดในที่ประชุม ตนขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปรีดไถวินจยย.จะไม่มีเด็ดขาด และถ้ามีส่งข้อมูลให้ท่านวันเฉลิม และถ้าแจ้งท้องที่แล้วไม่มีความคืบหน้าให้มาแจ้งได้ที่ตนโดยตรง จะจัดการให้ ส่วนคดีที่สน.คลองตัน เป็นคดีเก่าที่เกิดขึ้น จะมอบให้พล.ต.ต.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รองผบช.น. รับผิดชอบงานด้านสืบสวน ตรวจสอบเป็นกรณีเร่งด่วน และตนก็จะลงไปติดตามคดีด้วยตัวเอง ทั้งนี้ปัญหาเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลในกลุ่มวินจยย.รับจ้าง ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของตำรวจอย่างเดียว เป็นเรื่องของสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานครด้วย ที่ต้องลงมาแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง อยากให้สำนักงานเขตออกใบรับรองให้กับผู้ที่ไปขอขึ้นทะเบียนถูกต้อง เพราะตำรวจจะได้ดำเนินการจับกุมตัวคนขับรถจยย.รับจ้างที่ไม่ไปขอขึ้นทะเบียน จะได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
 
ที่มา : สำนักข่าวเนชั่น

อัยการแจงเหตุไม่ฟ้อง ‘โชติศักดิ์’ ไม่ยืนในโรงหนัง ไม่เข้าข่าย “อาฆาตมาดร้าย”
 
วันที่ 19 ก.ค.55 นายวิศิษฐ์ สุขยุคล อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 กล่าวถึงกรณีที่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายโชติศักดิ์ กับพวกรวม 2 คน ผู้ต้องหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กรณีเมื่อวันที่ 20 ก.ย.50 ผู้ต้องหาไม่ยืนแสดงความเคารพระหว่างเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ ว่า ในการพิจารณาสำนวนของอัยการ เห็นว่าการกระทำของนายโชติศักดิ์กับพวกนั้น เพียงแต่ไม่ได้ลุกขึ้นยืนตรงขณะที่มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรง ภาพยนตร์ เพราะการแสดงความอาฆาตมาดร้ายจะต้องมีการกระทำแสดงให้เห็นด้วย เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อันจะมีลักษณะความผิด ในฐานแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ จึงถือว่าไม่เข้าข่ายตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คดีนี้พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้สรุปสำนวนมีความเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องให้อัยการ โดยอัยการได้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นที่สั่งไม่ฟ้อง ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อทำความเห็นแล้ว และผบ.ตร. มีความเห็นพ้องกับพนักงานอัยการ คดีจึงเป็นอันยุติไม่ฟ้องคดี
 
“พฤติการณ์ของนายโชติศักดิ์เป็นลักษณะของกิริยาที่ไม่เหมาะสม หากจะมีกฎหมายที่ให้เป็นความผิด เป็นความผิดจารีตประเพณีที่เป็นกฎหมายเก่า ปี 2485 และมีบทลงโทษให้จำคุก 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท โดยคดีมีอายุ 1 ปี หากมีการดำเนินคดีดังกล่าวแล้ว ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนสามารถเปรียบเทียบปรับได้ แต่หากผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ต้องทำสำนวนส่งให้อัยการตามขั้นตอนกฎหมาย แต่เนื่องจากคดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้ตั้งข้อหาดังกล่าวมาด้วย คดีจึงหมดอายุความไปแล้ว อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่สามารถนำไปเป็นบรรทัดฐานในคดีอื่นได้ เพราะแต่ละคดีมีพฤติการณ์ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏและพยานหลักฐานแตกต่างกันออกไป” นายวิศิษฐ์กล่าว
 
ที่มา : ประชาไท

 
ศาลปกครองพิพากษาโครงการศูนย์กำจัดขยะเปิดฟังความเห็น
 
ศาลปกครองระยองพิพากษาโครงการศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมครบวงจรระยอง ดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายภายใน 90 วันและให้เยียวยาความเดือดร้อนผู้ที่ได้รับผลกระทบ
 
นายประสาน บางประสิทธิ์ รองอธิบดีศาลปกครองระยองหน.คณะสิ่งแวดล้อมและเป็นเจ้าของสำนวน นั่งบัลลังก์พิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 69/2553 กรณีประชาชนจังหวัดระยองจำนวน 167 คนฟ้องว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ระยองที่ 1 กับพวกรวม 10 คน ประกอบด้วยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ระยองที่ 2 เทศบาลนครระยองที่3 นายกเทศมนตรีนครระยองที่ 4 เทศบาลเมืองมาบตาพุดที่ 6 นายกเทศมนตรีเมืองมาบตาพุดที่ 6 กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นที่ 7 จังหวัดระยองที่ 8 ผู้ว่าราชการ จ.ระยองที่ 9 และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ 10 ดำเนินการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร ต.น้ำคอก อ.เมืองระยองไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขอให้ศาลปกครองระยองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ระงับโครงการและเพิกถอนการทำประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย 
 
ศาลมีคำพิพากษาว่าโครงการศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร จ.ระยอง เป็นโครงการที่ได้ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ครบถ้วนถูกต้อง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 จึงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไปดำเนินการให้สมบูรณครบถ้วนและนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเสียใหม่ ภายในระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
 
ที่มา: ประชาไท