
การชุมนุมทางการเมืองถือเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย การออกมาบนท้องถนนเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะส่งเสียงให้ปัญหาความเดือดร้อนเป็นที่รับรู้ของสังคมและกระตุ้นให้ทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไข แต่ตลอดการปกครองของรัฐบาล คสช. การชุมนุมถูกปิดกั้นและทำให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยประกาศและคำสั่งคสช.
ประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ออกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 วันเดียวกันที่ คสช. เข้ายึดอำนาจการปกครอง กำหนดห้ามมั่วสุม หรือ ชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อควบคุมสถานการณ์และห้ามไม่ให้มีการต่อต้านการยึดอำนาจ ผลของประกาศฉบับนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีไปแล้วอย่างน้อย 52 ราย
ต่อมา 30 พฤษภาคม 2557 ออก ประกาศ คสช. 49/2557 กำหนดห้ามสนับสนุนการชุมนุมทางการเมือง เช่น การให้ใช้สถานที่ เครื่องขยายเสียง เต็นท์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ผู้ฝ่าฝืนมีโทษ สองในสามของโทษตามประกาศ คสช. 7/2557 เพื่อไม่ให้ผู้ใดกล้าแม้แต่จะให้ความช่วยเหลือหรือมีส่วนกับการชุมนุมทางการเมือง
ปีต่อมาในวันที่ 1 เมษายน 2558 คสช. ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 มาแทนที่ ข้อ 12. ห้ามมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป และลดโทษให้เหลือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งมีผลยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 7/2557 และบังคับใช้จนมาถึงปัจจุบัน
ภายใต้ยุค คสช. มีผู้ถูกตั้งข้อหา "ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน" อย่างน้อย 334 คน จากการฝ่าฝืนประกาศ ฉบับที่ 7/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558
นอกจากการใช้ดำเนินคดีกับประชาชนแล้ว ทหารและตำรวจยังอ้างอำนาจตาม คำสั่งหัวหน้า คสช. ประเด็นนี้ เพื่อห้ามการชุมนุมในประเด็นอื่นๆ ด้วย เช่น การคัดค้านการใช้สารเคมีอันตราย การคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน การคัดค้านกฎหมายหลักประกันสุขภาพ เป็นต้น และหลายครั้งยังอ้างเพื่อปิดกั้นการจัดกิจกรรมสาธารณะ และจัดเสวนาทางวิชาการในหลากหลายประเด็น ซึ่งเป็นการตีความคำว่า "การชุมนุมทางการเมือง" ให้กว้างออกไป จนกระทบเสรีภาพในการแสดงออกแทบทุกอย่างในสังคมไทย