แม้ก่อนการประกาศภาวะฉุกเฉิน ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศห้ามผู้โดยสารที่มาจากจีนเข้าประเทศและใช้มาตรการกักตัวโดยสมัครใจกับพลเมืองอเมริกันตั้งแต่วันที่
ที่จะใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มข้นขึ้นเนื่องจากเกรงผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศ จนทำให้เมื่อเขาตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศก็ดูเหมือนมันจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว
สำหรับมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สภาคองเกรสได้ผ่าน
รัฐบัญญัติบัญญัติการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโคโรนาไวรัส (Coronavirus Aid, Relief, and. Economic Security Act – CARES) ในวันที่ 25 มีนาคม ซึ่งมีมูลค่างบประมาณจำนวนกว่า
2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 64 ล้านล้านบาท) ได้แก่ เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าครั้งเดียวสำหรับพลเมืองอเมริกันและผู้เสียภาษีที่พำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาจำนวน $1,200 ต่อคน ขณะที่ครอบครัวที่มีบุตรหลานอายุไม่เกิน17 ปีจะได้รับเงินเพิ่ม $500 ต่อคน นอกจากนี้ยังมีเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ว่างงาน ที่รวมกลุ่มอาชีพรับจ้างอิสระเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 12-28 สัปดาห์ รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เช่น
เงินกู้แก่ผู้ประกอบการประเภทต่างๆ การพักชำระหนี้การศึกษาและพักชำระเงินสมทบกองทุนสำหรับการเกษียณ และการยืดระยะเวลาการยื่นแบบและจ่ายภาษีเงินได้ประจำปี 2019
บรรยากาศและวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป: เมืองออแลนโด้ มลรัฐฟลอริดา และที่อื่นๆ
ประชาชนในเมืองออแลนโด มลรัฐฟลอริดา เริ่มตื่นตัวกับการแพร่ระบาดของโรคในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม ก่อนหน้านั้นพวกเขาดูจะมีความเห็นคล้ายๆกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์
ทวิตข้อความว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “ไม่ต่างอะไรกับไข้หวัด” และรัฐบาลยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในมลรัฐทางฝั่งตะวันตกและการรายงานข่าวถึงอันตรายของเชื้อไวรัสได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวกันมากขึ้น มีการเริ่มกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคในช่องทางการซื้อขายออนไลน์ โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค เจลล้างมือ สบู่ล้างมือ และกระดาษชำระตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
ภาพแผงวางไข่ที่ไม่มีสินค้า ห้างวอล์มาร์ท เมืองออร์แลนโด มลรัฐฟลอริดา (ปลายเดือนมีนาคม 2563)
ขณะที่สถานการณ์การกักตุนสินค้าจากร้านค้าในเมืองออแลนโด มลรัฐฟลอริดา เริ่มมีการกักตุนสินค้าเวชภัณฑ์ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม และเริ่มมีการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆภายหลังจากการมีประกาศให้ประชาชนอยู่บ้านโดยรัฐบาลออเรนจ์ เคาน์ตี้ ที่เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 26 มีนาคม สินค้าประเภทอาหาร น้ำดื่ม กระดาษชำระ ถูกซื้อไปกักตุนไปจนสินค้าหมดจากร้าน เสมือนอยู่ในช่วงเตรียมรับมือพายุเฮอร์ริเคนที่มีมาเป็นประจำทุกปี สถานการณ์การกักตุนอาหารเริ่มคลี่คลายลงไปเนื่องจากประชาชนได้ลดความตื่นตระหนกลงราวๆต้นเดือนเมษายน เนื่องจากคำสั่งให้ประชาชนอยู่บ้านยังอนุญาตให้ประชาชนออกมาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตได้ ตลอดจนมีบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านผ่านบริการของร้านค้าและแอพพลิเคชันต่างๆ และซูเปอร์มาร์เก็ตบางราย เช่น Costco ได้กำหนดโควต้าการซื้อสินค้าเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคและหน้ากากอนามัยยังคงหาซื้อได้ยาก
นอกเหนือจากการอนุญาตประชาชนเดินทางออกไปซื้อของหรือซื้ออาหารกลับบ้านได้ตามปกติ คำสั่งให้อยู่บ้านของรัฐบาลท้องถิ่นของอ
อเรนจ์ เคาน์ตี้ (และในภายหลังคือ
คำสั่งของรัฐบาลมลรัฐฟลอริด้า) ยังอนุญาตให้ประชาชนสามารถออกนอกบ้านเพื่อไปพบแพทย์ ออกกำลังกายนอกบ้านได้ รวมถึงออกไปทำงานได้ในธุรกิจที่ถูกจัดประเภทว่าเป็น “ธุรกิจจำเป็น” หากนายจ้างยังดำเนินกิจการอยู่ แต่ทุกกิจกรรมจะต้องรักษาระยะห่างกัน 6 ฟุต (ประมาณ 1.8 เมตร) และยังคง “เปิดช่อง” ทางกฎหมายให้ประชาชนสามารถเดินทางไปหาญาติพี่น้องได้ “ในกรณีที่จำเป็น” แต่อย่างไรก็ดี คำสั่งเคอร์ฟิวในเวลากลางคืนของรัฐบาลท้องถิ่นของออเรนจ์ เคาน์ตี้ก็ยังคงมีการบังคับใช้ต่อไป ยกเว้นผู้ที่มีความจำเป็นในการปฏิบัติงานเวลากลางคืนที่ยังสามารถเดินทางได้บ้าง
ในส่วนของผู้ประกอบการและลูกจ้างในธุรกิจหลายๆประเภทก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค เช่น
สวนสนุก Disney World และ Universal Studios ต้องปิดตัวลงชั่วคราว “อย่างไม่มีกำหนด” ทำให้ลูกจ้างบางส่วนต้องตกงานชั่วคราวทันที ร้านอาหารหลายแห่งต้องปิดตัวลงชั่วคราวหรือ
ถาวร ที่ยังสามารถขายต่อไปได้ต้องให้บริการแบบสั่งกลับบ้านหรือเดลิเวอรี่ ทำให้พนักงานเสิร์ฟจำนวนมากต้องว่างงานชั่วคราวทันที
ภาพผลิตภัณฑ์ล้างมือและน้ำยาฆ่าเชื้อที่ขาดตลาด ห้างวอล์มาร์ท เมืองออร์แลนโด มลรัฐฟลอริดา (ปลายเดือนมีนาคม 2563)
ในระดับประเทศ รายงานของเดอะนิวยอร์กไทมส์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2563 ระบุว่า มีผู้ขอเงินช่วยเหลือการว่างงานทั่วประเทศราว
22 ล้านคน แต่ในขณะเดียวกัน รายงานจาก
ยูเอสเอทูเดย์ระบุว่ามีผู้ที่ลงทะเบียนบางส่วนพบปัญหาจากการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์และทางโทรศัพท์ รัฐบาลมลรัฐฟลอริดาแก้ปัญหาโดน
เพิ่มช่องทางการสมัครผ่านทางไปรษณีย์เพิ่มเติม ขณะที่
เดอะไทมส์ก็ตั้งข้อสังเกตว่า เงินช่วยเหลือที่ประชาชนจะได้รับอาจจะยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่นค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่าไฟฟ้าและประปา และค่าใช้จ่ายทั่วไป แม้ว่า
บริษัทประกันรถยนต์และ
บริษัทผลิตไฟฟ้าจะออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมและยืดระยะเวลาการจ่ายค่าบริการออกไปแล้วก็ตาม
นอกจากนั้น การประกาศให้ประชาชนอยู่กับบ้านและปิดกิจการไม่เพียงมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจเพราะประชาชนบางกลุ่มต้องว่างงาน การถูกกักตัวอยู่ที่บ้านยังก่อให้เกิดภาวะความเครียด ปัญหา
ความรุนแรงในครอบครัวและปัญหา
สุขภาพจิตของผู้ถูกกักตัวอีกด้วย
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในมิติชาติพันธุ์และชนชั้น
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนายังมีผลกระทบด้านลบในมิติของการเหยียดสีผิวและเหยียดเชื้อชาติอีกด้วย รายงานของ
ออแลนโดเซนทิเนล สื่อท้องถิ่นของเมืองออแลนโด มลรัฐฟลอริดาระบุว่า ร้านอาหารของชาวเอเชียมียอดขายลดลงอันเนื่องมาจากความวิตกว่าจะติดเชื้อไวรัส และมีรายงานจาก
เอ็นบีซีว่าชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและชาวเอเชียที่อาศัยในสหรัฐอเมริกาถูกปฏิบัติในลักษณะเหยียดเชื้อชาติมากขึ้น นอกจากนั้นก็มี
รายงานว่าคนผิวสีหรือแอฟริกันอเมริกันมีความเสี่ยงจะป่วยหรือเสียชีวิตด้วยไวรัสโคโรนามากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นเพราะปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่ดีจนมีแนวโน้มที่จะมีโรคประจำตัวซึ่งเป็นโรคกลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหากติดเชื้อไวรัสโคโรนา
มาตรการควบคุมโรคยังส่งผลกระทบต่อผู้คนในสังคมอย่างไม่เท่ากัน คนไร้บ้านเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ซึ่ง
รัฐบาลในระดับต่างๆ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและควบคุมการระบาด เช่น รัฐบาลท้องถิ่นของ
เมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย จัดหาเต็นท์พักอาศัยให้กับคนไร้บ้าน เพื่อให้พวกเขาสามารถรักษาระยะห่างทางสังคมได้ ขณะที่สำนักงานบริการคนไร้บ้านของรัฐนิวยอร์กได้
กำหนดแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการของศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับคนไร้บ้าน ซึ่งรวมถึงบริการให้คำปรึกษา การฝึกงาน และการศึกษา โดยในปัจจุบันมีความกังวลว่าการปิดกิจการที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผู้ที่ตกงานขาดรายได้จนบางส่วนต้องกลายเป็นคนไร้บ้านเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า
บทเรียนและข้อเสนอสำหรับประเทศไทย
อย่าลืมคนไร้บ้าน อย่าปิดพรมแดนสำหรับคนไทย
นโยบายที่บังคับใช้ในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่นั้นแทบไม่ต่างจากที่ไทยบังคับใช้เท่าใดนัก และในแง่ของมาตรการคัดกรองและกักกันโรคนั้นประเทศไทยดูมีการเตรียมพร้อมกว่าในช่วงแรกๆ ของการระบาดด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยอาจต้องนำมาปรับใช้เพิ่มเติม คือ มาตรการตรวจหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกและการเพิ่มห้องแล็บตามจังหวัดต่างๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือคนไร้บ้าน ทั้งในส่วนของการจัดหาที่อยู่อาศัย (เช่น โรงแรม) ไปจนถึงการออกมาตรการคุ้มครองผู้เช่าบ้านจากการไล่ออกจากบ้านเช่าชั่วคราว นอกจากนี้ มาตรการเคอร์ฟิวในยามค่ำคืนนั้นแม้ว่าสามารถกำหนดเพื่อลดความเสี่ยงแก่ผู้ปฏิบัติงานในเวลากลางคืนได้ แต่ต้องมีการเยียวยาทางเศรษฐกิจแก่ผู้ได้รับผลกระทบด้วย
แม้ว่าในสหรัฐอเมริกาจะมีประกาศปิดพรมแดนกับเม็กซิโกและแคนาดา แต่การเดินทางกลับประเทศของพลเมืองแต่ละประเทศยังสามารถทำได้อยู่โดยไม่ต้องมีเอกสารเพิ่มเติม และไม่มีการปิดสนามบินแต่ประการใด สำหรับประเทศไทยจึงควรยกเลิกมาตรการปิดสนามบินและเรียกขอเอกสารเพิ่มเติมที่สร้างเงื่อนไขพลเมืองไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ โดยควรอาศัยมาตรการกักกันและควบคุมโรคของพลเมืองไทยที่เดินทางกลับประเทศแทน
ภาวะผู้นำและเอกภาพในการบริหารจัดการสาธารณภัย
นอกจากนี้ บทเรียนจากสหรัฐอเมริกายังสะท้อนให้เห็นว่า ภาวะผู้นำและเอกภาพในการดำเนินการนั้นมีความสำคัญมากในการบริหารจัดการสาธารณภัยและโรคระบาด ความล่าช้าในการตอบสนองต่อการระบาดของไวรัสในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นสิ่งที่ประเทศต่างๆ ไม่ควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่งในกรณีของไทยเองนั้นก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดเอกภาพในการบริหารจัดการเพื่อตอบสนองให้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ ของการระบาด ไปจนถึงปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ และความล่าช้าในการดำเนินการเยียวยาทางเศรษฐกิจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
คำถามที่อาจเกิดขึ้น คือ รัฐบาลแบบหลายพรรคการเมืองที่มีมากเกินไปนั้นส่งผลกระทบอย่างไรต่อเอกภาพในการบริหารจัดการของรัฐบาลกลาง? กระทั่งกลไกในการประสานเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐนั้นมีมากน้อยเพียงใด?
รวมถึงโครงการประชารัฐสามัคคีที่รัฐบาล คสช. เคยดำเนินการไว้นั้นถูกนำมาใช้งานในกรณีนี้มากน้อยเพียงใด?
สู่ระบบสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่า
มาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในภาพรวมนั้นค่อนข้างครอบคลุมมากกว่าของไทย แม้ว่าจะมีปัญหาในการดำเนินการทางเทคนิคและไม่ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุขก็ตาม กรณีของสหรัฐอเมริกานั้นสามารถดำเนินการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานผ่านระบบประกันสังคมที่มีอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างระบบสวัสดิการแบบถ้วนหน้าให้แก่ประชาชน (แม้ว่าจะยังไม่ใช่ตัวแบบที่ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ)
ขณะที่กรณีของไทยกลับพบว่ากว่า 54.3% ของคนทำงานกว่า 37.5 ล้านคน (ราวๆ 20.3 ล้านคน) เป็นแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม รวมถึงผู้ทำงานอิสระ หรือที่เรียกว่า “ฟรีแลนซ์” ด้วย ซึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับความคุ้มครองในระบบประกันสังคม
นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจที่ถูกกำหนดออกมาอย่างฉุกละหุก เพื่อเยียวยาผลกระทบการระบาดของโรคนั้นกลับไม่ครอบคลุมประชาชนกลุ่มต่างๆ เท่าที่ควร เช่น รายงานวิจัยโดยอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ และคณะพบว่า มาตรการเงินให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบของรัฐบาลนั้นเป็นระบบ “คัดคนออก” ที่ให้โทษแก่ประชาชนมากกว่าที่จะมุ่งเน้นให้ครอบคลุมประชาชนโดยถ้วนหน้า ทั้งการกีดกันผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือจากผลกระทบอย่างเร่งด่วน รวมไปถึงข้อกังขาในประสิทธิภาพในการ “คัดกรอง” ผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือไปจนถึงความล่าช้าในการให้ความช่วยเหลือเงินเยียวยาจากหน่วยงานรัฐ
ดังนั้น โจทย์ที่รัฐบาลไทยจะต้องทำต่อไปนอกเหนือจากเร่งขยายความช่วยเหลือให้กับประชาชนให้ครอบคลุมในฐานะ“งานด่วน” ก็คือ “งานใหญ่” ในการพัฒนาระบบประกันสังคมในฐานะระบบสวัสดิการถ้วนหน้าแก่ประชาชน เช่น การจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบประกันสังคม พัฒนาเว็บไซต์ แอพพลิเคชัน และช่องทางการบริการประชาชนสำหรับการเข้าร่วมรับบริการ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีประเภทต่างๆ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การควบรวมกองทุนในการบริหารจัดการ (เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ กองทุนผู้สูงอายุ และโครงการบัตรคนจน) เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การเพิ่มงบประมาณเข้ากองทุนจากโครงการและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของหน่วยงานรัฐ อาจช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์และความยั่งยืนให้กับระบบสวัสดิการถ้วนหน้าในระยะยาว (เช่น การให้ความคุ้มครองคนไร้บ้าน คนจนและผู้ด้อยโอกาสทางสังคมอื่นๆ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการด้วยการส่งเสริมการควบคุมและป้องกันโรค (สร้างนำซ่อม) ที่จะช่วยลดต้นทุนการรักษาพยาบาล และสามารถนำไปสมทบเป็นเงินช่วยเหลืออื่นๆ แก่ประชาชนเพิ่มเติมอีกทาง
ทว่า คำถามใหญ่ทั้งเรื่องของการกระจายอำนาจในการบริการสาธารณะและการคลังไปสู่ท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบาย ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องกลับมาทบทวนและให้ความสำคัญทั้งในการบริการสาธารณะทั่วไปและการสร้างระบบจัดการสาธารณภัยและโรคระบาดที่ตอบสนองต่อความต้องการประชาชนอย่างแท้จริง
มากกว่ามาตรการแบบ “หอคอยงาช้าง” ที่ไม่เข้าใจ “ลูกค้า” หรือ “ผู้ใช้งาน” อย่างที่เป็นมา