ความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคของรัฐบาลทหารไม่เพียงจะหยุดอยู่ที่การแต่งตั้งผู้บริหารกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการ “ยุบ” สภาเขตกรุงเทพมหานคร (ส.ข.) อีกด้วย เดิมที ส.ข. จะทำหน้าที่เป็น
ตัวกลางสื่อสารความต้องการประชาชนในพื้นที่ และให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตในการพัฒนาพื้นที่แก่ผู้อำนวยการเขตและและสมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) เพื่อเป็นช่องทางในการทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น พ.ร.บ.กรุงเทพฯ ฉบับเดิม มาตรา 71 กำหนดไว้ว่า ให้มี ส.ข. จำนวนเขตละ 7 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี ในการเลือกตั้ง ส.ข. ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2553 กรุงเทพมี ส.ข. ทั้งหมด 256 คน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเสนอแก้ไขกฎหมายเดิมในปี 2559 คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ก็ได้
เสนอให้ยกเลิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากคณะกรรมาธิการฯ มองไม่เห็นความสำคัญของการมี ส.ข. และเห็นว่า ส.ข. เป็นผู้ที่ยึดโยงกับนักการเมืองเพราะสังกัดพรรคการเมือง มีผลประโยชน์ทับซ้อน การดูแลประชาชนก็อาจจะไม่ทั่วถึงทั้งหมด และที่ผ่านมาก็มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยเพราะไม่เห็นความสำคัญ
ท้ายที่สุด ในการแก้กฎหมายซึ่งผลผลิตสุดท้ายออกมาเป็น พ.ร.บ.บริหารกรุงเทพฯ ฉบับแก้ไขปี 2562 แม้ว่าจะยังคงหลักเกณฑ์และระบบการเลือกตั้ง ส.ข. เอาไว้อยู่ ในแต่ทางปฏิบัติก็เท่ากับเป็นการยุบ ส.ข. อย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากมาตรา 24 กำหนดว่า ยังไม่ให้มี ส.ข. จนกว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลา ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอันใกล้นี้อาจจะไม่มีการเลือกตั้ง ส.ข. เกิดขึ้น
กฎหมายที่ให้อำนาจการจัดการเลือกตั้ง
ระบบการเลือกตั้ง
เบื้องต้นหากยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายก็จำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับเดิมในการดำเนินการซึ่งเป็นกฎหมายเดียวกับการเลือกตั้ง นายกฯ และสมาชิก อบจ. ทั่วประเทศที่ผ่านมา ดังนั้นการเลือกตั้งจะเป็นบัตรสองใบคือเลือก ผู้ว่าฯ กทม. 1 ใบ และ ส.ก. 1 ใบ โดยการแบ่งเขตเลือกตั้งยังคงใช้เขตเลือกตั้งเดิม ในจำนวน 50 เขตเลือกตั้งของกรุงเทพฯ แม้ว่าจำนวนประชากรจะเปลี่ยนแปลงแต่ก็ไม่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนจำนวนเขตเลือกตั้ง
ใครเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เดิมที การเลือกตั้งผู้บริหารกรุงเทพมหานครถูกกำหนดโดย พ.ร.บ.บริหารกรุงเทพฯ แต่เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายโดย สนช. ในปี 2562 ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้การเลือกตั้งใช้กฎเกณฑ์ตาม พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 เฉกเช่นเดียวกับการเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมาตรา 38 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ว่า
- มีสัญชาติไทย แต่ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
- อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันเลือกตั้ง
- มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
- คุณสมบัติอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด
ข้อควรระวังก็คือประชาชนจะต้องตรวจสอบว่าตนเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในกรุงเทพมหานครมาอย่างน้อย 1 ปีก่อนวันเลือกตั้งหรือไม่ หากเพิ่งย้ายเข้ามาในกรุงเทพมหานครยังไม่ถึงปีเต็มก็จะไม่มีสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ หลักเกณฑ์การให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านถือว่าเป็นสิ่งใหม่ใน พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นฯ โดยกฎหมายก่อนหน้านี้รวมถึงกฎหมายที่ใช้กับการเลือกตั้ง ส.ส. นั้นกำหนดไว้เพียง 90 วันเท่านั้น ที่ผ่านมา หลักเกณฑ์นี้ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากถูกตัดสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. จนมีการร้องกับผู้ตรวจการแผ่นดินว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดิน
เห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ส่วนกรณีของ “ผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง” มาตรา 39 นั้นได้กำหนดว่า ได้แก่ บุคคลวิกลจริต เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวชหรือถูกคุมขังโดยหมายของศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย บุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือบุคคลที่มีลักษณะอื่นตามกฎหมายการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดด้วย
การเตรียมความพร้อมก่อนมีการเลือกตั้ง
- ตรวจสอบรายชื่อตนเอง ก่อนวันเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ก่อนวันเลือกตั้ง 25 วันโดยสามารถดูชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานเขต เขตชุมชนหรือที่เลือกตั้ง หรือหากเป็นก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 15 วัน ก็สามารถตรวจสอบรายชื่อได้จากเอกสารที่ส่งมาให้ตรวจสอบชื่อ-นามสกุลและที่เลือกตั้ง ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบทางออนไลน์ได้ ที่นี่
- การเพิ่มชื่อ ถอนชื่อ หากภายใน 10 วันก่อนเลือกตั้ง ตรวจสอบแล้วไม่พบชื่อ-นามสกุลตนอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือเจ้าบ้านเห็นว่ามีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของตนโดยไม่ได้อาศัยอยู่จริงสามารถยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นเพื่อขอเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ พร้อมนำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวอื่นที่ทางราชการออกให้ไปแสดงด้วย

ไปเลือกตั้งต้องเอาอะไรไปบ้าง
- บัตรประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้)
- บัตรหรือหลักฐานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้มีรูปถ่ายและหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช่น บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใบขับขี่ หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
ไปถึงหน่วยเลือกตั้งแล้วต้องทำอะไร
วันที่ 22 พฤษภาคม 2565 สามารถเดินทางไปใช้สิทธิที่หน่วยเลือกตั้งของตนเองได้ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น.
ขั้นตอนการเลือกตั้งมีทั้งหมดห้าขั้นตอน
- ตรวจสอบรายชื่อและลำดับที่จากบัญชีรายชื่อที่ประกาศไว้หน้าที่เลือกตั้ง
- ยื่นหลักฐานที่ใช้แสดงตนในการเลือกตั้ง คือ บัตรประชาชน (หมดอายุก็ได้) หรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชน เช่น ใบขับขี่ หรือ พาสปอร์ต
- รับบัตรเลือกตั้ง โดยลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือลงที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบ ใบหนึ่งสำหรับเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอีกใบหนึ่งสำหรับเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
- เข้าคูหาลงคะแนนทำเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในช่องทำเครื่องหมาย
- นำบัตรเลือกตั้งที่พับเรียบร้อยแล้ว หย่อนใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเอง
ไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้ต้องทำอย่างไร
ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่นฯ พ.ศ. 2562 ที่ใช้กับการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ไม่ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า หรือการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรเหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นหากปรากฎว่าไม่สะดวกที่จะไปเลือกตั้งในวันที่กำหนด ก็สามารถแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิของตนเอง ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยทำเป็นหนังสือซึ่งต้องระบุเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน ภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง โดยสามารถทำได้ด้วยด้วยตนเอง หรือ มอบหมายผู้อื่น หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ทั้งนี้การแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิต้องเป็นเหตุตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไว้ ดังนี้
- มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
- เจ็บป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
- มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
- ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้ง
- มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นที่ กกต. กำหนด

กรณีที่ได้แจ้งเหตุไว้แล้ว หากในวันเลือกตั้งเหตุดังกล่าวได้สิ้นสุดลง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งได้
อย่างไรก็ตามหากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่ได้แจ้งหรือไม่มีเหตุอันควร จะทำให้เสียสิทธิสำคัญทางการเมือง โดยพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 กำหนดระยะเวลาการจำกัดสิทธิไว้ที่ครั้งละสองปี โดยสิทธิที่ถูกตัดไปมีดังนี้
- สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
- สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
- เข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
- ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
- ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหาร ท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น
- ดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น และ เลขานุการรองประธานสภาท้องถิ่น