ข้อเสนอ
ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
เหตุผล
๑. มาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำาสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งเป็ น “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร บทบัญญัติในมาตรานี้จึงขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
๒. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบทบัญญัติต่างๆในประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องยกเลิกบทบัญญัติ มาตรา ๑๑๒ ในลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อนำาไปบัญญัติขึ้นใหม่เป็นลักษณะ .../... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์
Comments
กฎหมายมาตรานี้ยังจำเป็น ถึงการเอามาใช้จะมีปัญหาบ้างก็ตาม แต่พระมหากษัตริย์ยังไงก็ต้องมีกฎหมายคุ้มครอง ไม่เห็นด้วยที่จะให้ยกเลิก ยิ่งทุกวันนี้มีคนจ้องจะหมิ่นมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา จะเอาอะไรมาจัดการล่ะ
press like
เค้าก็บอกอยู่นี่ครับว่ากฏหมายนี้เป็นช่องโหว่วให้การเมืองมาใช้ประโยชน์
ถ้าวันนึงคุณไปขัดแย้งใคร แต่เค้าบิดเบือนว่าคุณมีเจตนาอย่างอื่นคุณจะทำอย่างไรครับ
ไม่เข้าใจเลย แค่ที่มาบอกว่ามาจากคณะปฎิวัติ แล้วต้องแก้ เพียงแค่คนคนหนึ่งโดนกฎหมายข้อนี้ขวางไว้ต้องถึงกับยกเลิกเลยอย่างนั้นหรือ เพราะกฎหมายที่มาจาก คำประกาศของคณะปฏิวัติมีมากมายเหลือเกิน แต่ทำไมต้องเจาะจงประเด็นนี้ด้วยสงสัยจัง
+1
-ประเด็นที่คณะนิติราษฎร์จะสื่อคงเป็น ที่มาของตัว ปอ 112 ขัดกับหลักนิติรัฐละมังครับ เนื่องจากมีที่มาจากคณะรัฐประหาร มิได้มาจากความยินยอมของประชาชนหรือก็คือมิได้มาจากสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนมังครับ
-กรณีข้อเสนอเป็นการเสนอแก้ไขอัตราโทษให้ต่ำลงให้พอเหมาะพอควรกับสภาพการกระทำผิดและสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ไม่ได้เสนอยกเลิกครับ ซึ่งผมว่าเป็นการประนีประนอมที่สุดแล้ว
เข้าใจว่าเค้าไม่ได้เสนอให้ไม่มีกฎหมายที่เอาไว้ลงโทษคนที่หมิ่นสถาบันนะครับ แต่เป็นการยุบมาตรา 112 (เนื่องจากอยู่ในลักษณะของความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง) จะได้ไปกฎหมายอีกข้อนึงซึ่งอยู่ในลักษณะของ ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์
น่าจะเป็นยกเลิกก่อน เพื่อจะได้บัญญัติเป็นลักษณะใหม่น่ะครับ
ข้อเสนอ 8 ข้อ เพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
ปฏิบัติตาม 8 ข้อนี้ ผลลัพท์ ไม่ใช่การล้มสถาบันกษัตริย์ แต่ทำให้สถาบันฯมีลักษณะเป็นสถาบันฯสมัยใหม่ ในลักษณะไม่ต่างจากยุโรป เช่น สวีเดน, เนเธอร์แลนด์ (ผมตระหนักในความแตกต่างบางอย่างของข้อเสนอนี้ กับยุโรปอยู่ เช่น ผมเข้าใจว่า เรื่องมาตราแบบ รธน. 2475 ในข้อแรก ไม่มีในยุโรปเหมือนกัน แต่นี่เป็นข้อเสนอที่อิงอยู่บนความเฉพาะของไทยทีผ่านมา)
1. ยกเลิก รธน. มาตรา 8 เพิ่มมาตรา ในลักษณะเดียวกับ รธน.27 มิย 2475 (สภาพิจารณาความผิดของกษัตริย์)
2. ยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา ม.112
3. ยกเลิก องคมนตรี
4. ยกเลิก พรบ. จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491
5. ยกเลิก การประชาสัมพันธ์ด้านเดียวทั้งหมด การให้การศึกษาแบบด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันทั้งหมด
6. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในการแสดงความเห็นทางการเมืองทั้งหมด (4 ธันวา, 25 เมษา "ตุลาการภิวัฒน์" ฯลฯ)
7. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในเรื่อง โครงการหลวง ทั้งหมด
8. ยกเลิก การบริจาค / รับบริจาค โดยเสด็จพระราชกุศล ทั้งหมด
หมายเหตุ: กระทู้นี้ ความจริงเป็น "ของเก่า" ที่ผมเคยเขียนในบริบทของกระทู้อื่นๆมาก่อน แต่ผมขออนุญาตตั้งเป็นกระทู้ต่างหากชัดๆแบบนี้ เผื่อสำหรับประโยชน์ของการอ้างอิงโดยสะดวกในอนาคต อย่างน้อยสำหรับผมเอง (หรือสำหรับคนอยาง ส.ว.คำนูญ ที่นำความคิดผมเรื่องนี้ไปเขียนถึงหลายครั้งในระยะหลัง โดยไม่ระบุชื่อและไม่มีการอ้างอิงชัดเจน คราวหน้า เผื่อท่าน ส.ว.จะได้สามารถทำ "เชิงอรรถ" ได้ชัดๆ - ฮา)
.....................................................................
นี่ของกลุ่มคนที่บอกว่าคณะนิติราษฏร์ พวกคุณว่าเหมาะสมหรือปาวครับ เข้าไปดูการชี้นำในเว๊ปนี้เองเถอะ และการโพสข้อความต่อจากหัวข้อก่อให้เกิดความเกลียดชังทั้งนั้น สำหรับเว๊ปที่รัฐบาลบ๊อค http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=41941
จากเว๊ปดังกล่าวใครขอความคิดว่าใช้หรือ วันนั้นคิดแบบนั้นสร้างความเกลียดชังให้กับคนไทยกันเองแล้ว และวันนี้คิดยังไง กลับลำเรือไม่ยกสมอเรือหรือปาว สิ่งที่จะป้องกันองค์พระมหากษัตริย์ได้คือต้องมี ม.112 แบบเดิม
ถ้าบอกว่า ม.112 กำเนิดมาจาก (พ.ศ.2519) คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ทั้งๆที่เรามี "รัฐธรรมนูญ" จะเรียกว่าขัดต่อประชาธิปไตย ผมว่ายังขัดแย้งอยู่ในตัวเองหลายประการ ความขัดแย้งที่ 1 ผมเกิดมา ไม่ทัน (พ.ศ.2519) จึงไม่รู้เหตุการในตอนนั้น คงต้องไปศึกษาดู
ประการที่ 2 เราใช้ ม.112 อยู่มายาวนานมากเพราะอะไร ทั้งๆที่เรามีระบบ นิติรัฐ ฯ ผมขอเรียนแบบเข้าใจว่า ประชาธิปไตยเป็นของคนไทยทุกคน เพราะฉนั้นคนไทยคงพอใจที่จะดำรงอยู่ของ ม.112 ปัญหาเกิดจากการเรียกร้องสิทธิของประชาชน โลกรูปแบบที่เรียกกลุ่มประเทศตนว่าอารยธรรมที่ดี แบบอย่างของประเทศที่เจริญแล้ว
ประการที่ 3.กฏหมาย ม.112 ไม่ได้มีไว้ทำลายหรือใช้เป็นเครื่องมือของใคร การกล่าวโทษว่าคนนั้นใช้ผิดประสงค์ ที่จริงแล้วคงต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ทุกรายไป สิ่งที่สำคัญของตัวกฎหมายนี้ใช้เพื่อประโยชน์ขององค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น ตัวอย่างของคุณ ณัฐพัชร์ คงจะคัดค้านการทำการทั้ง 8 ข้อของ อ.สมศักดิ์ ที่ส่งผลให้สถาบันฯ อยู่แบบไม่ต้องมีอะไร ทั้งเงินทอง บารมี ราชกิจ รวมถึงความเป็นหนึ่งอันเดียวกันของคนไทย ศูนย์หายไปหมด เหมือนกับเสาที่ถูกเลื่อยทิ้งไป ผมขอถามหน่อยเถอะว่าเป็นการบังควรอย่าถูกต้องแล้วหรือ ทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการยกอำนาจทั้งหมดให้สภา การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับคำว่านายกรัฐมนตรีที่จะเรียกใหม่ว่าปธานาธิปดี แบบนี้จะถือว่าก่อกบฏในดวงใจของคนไทยทั้งมวลได้หรือไม่
ประการที่ 4 สถาบันฯ ไม่ใช้สัญลักษณ์ จากข้อ3. การก่อปัญหาทางสังคม หรือใครจะแอบอ้างใช้ ม.112 เพื่อประโยชน์ตนกับพวก หรือเพื่ออยากจะยกเลิก 8 ข้อ ของ อ.สมศักดิ์ ฯ หรือกลุ่มของเค้า
ผมขอความเข้าใจความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดเกี่ยวกับสถาบันฯ ไม่เคยเกิดขึ้น จนกระทั้งกลุ่มคนในเว๊ปไซต์ต่างที่คุณ บอกว่า รัฐปิดหูปิดตา ยกตัวอย่างเวปของคุณณัฐพัชร์ ยกออกมาให้ดู มันน่าปิดจริงๆ กล่าวหาโจมตีสถาบันฯ อย่างไม่มีมูลเหตุ ต้องรู้ด้วยนะว่าตัวเองเป็นใครใกล้ชิดสถาบันฯ แค่ไหนตนเองเขียนซะอย่างกับรู้ไปทุึกเรื่อง การปกปิดหรือปิดบังไม่เกี่ยวกับการวิจารณ์ได้หรือไม่ได้ คนละอย่างกันเลย การชี้นำของนักศึกษา หรือการชีนำของ อ.สมศักดิ์ ฯ ผมว่าไม่สมควร "กล่าวหา"ทำให้เสื่อมเสียพระเกียติตลอดเวลา เพราะว่าการพิมพิ์ นี้ถ้าไม่ลบออกไป ก็จะคงอยู่ตลอดกว่ามันจะถูกลบไปได้ สถาบันของเราชาวไทยมีแต่สร้างสรรค์สิ่งดีให้กับคนไทยทุกคน
ประการที่ 5 ผมขอทำความเข้าใจเรื่อง ของการชี้นำ ถ้าการชี้นำโดยการตั้งหัวข้อไว้ในเว๊ปไซต์ต่างๆ แล้วมีคนมาโพสต่อๆกัน คือหมิ่นแล้วไม่ลบ ผมว่าต้องบอกเลยว่าคุณชีนำแบบผิดๆ คุณต้องรับผิดชอบ
ผมก็ฝากคนไทย ฟังหูไว้หูจะดีกว่า คนที่ยกเิลิกหรือเปลี่ยนแปลง ม.112 นี้นัยล้มล้างสถาบันโดยตรง ด้วยเหตุผลตามประการที่ 3 ของผม สถาบันจะอยู่ได้แค่เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น
ผมจึงไม่เห็นด้วย และสนับสนุนคนที่คัดค้าน การรู้ความจริงไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่ต้องมองเห็นด้วยตา สิ่งที่เห็นคือสถาบันฯ มีพระคุณอเนกอนันต์มากมายเหลือเกิน
ประเด็นของเรื่อง 112 ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยนิติราษฎร์ เป็นประเด็นปัญหา "ข้อกฎหมาย" ครับ จะใช้อารมณ์ความรู้สึกของคนทั่วไปมาตัดสิน โดยไม่อิงหลักการของกฎหมายไม่ได้ ต่อไปนี้ผมจะขอเสนอความเห็นแย้งท่าน ซึ่งจะอธิบายโดยอิง "หลักการของกฎหมาย"นะครับ
1)ประเด็นเรื่อง ที่มา ของ 112 ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นั้นมาจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือ เรียกง่ายๆก็คือคณะรัฐประหาร นั้นขัดต่อหลักการของกฎหมายในเรื่อง หลักนิติรัฐ ครับ
หลักนิติรัฐ นั้นจุดมุ่งหมายจะอยู่ที่การควบคุมอำนาจรัฐเป็นสำคัญ ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า เนื่องด้วยประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นประชาชนเป็นเจ้าของออำนาจอธิปไตย หรือำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ และในการบริหารประเทศหรือการทำภารกิจของรัฐนั้นเป็นการใช้อำนาจมหาชน ในการบังคับเอกชนให้กระทำการใด หรืองดเว้นกระทำการใดโดยไม่ต้องอาศัยความสมัครใจของเอกชน การกระทำดังกล่าวย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงควรต้องขออนุญาตประชาชนเสียก่อนที่จะกระทำการที่จะกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนเจ้าของประเทศ แต่โดยสภาพแล้วไม่อาจของความยินยอมจากประชาชนเป็นรายๆไปได้ทุกคน จึงต้องอาศัยกระบวนการขออนุญาตจากผู้แทนปวงชน หรือก็คือ สส ที่จะมอบอำนาจให้รัฐกระทำการใดๆได้ โดยออกมาในรูปของการตรากฎหมายซึ่งเป็นทั้งที่มาและกรอบการจำกัดอำนาจของรัฐ
จากความหมายของหลักนิติรัฐข้างต้น จึงสรุปความได้ว่า กฎหมายใดที่ไม่ได้มาจากความยินยอมของประชาชนหรือกล่าวคือ ไม่ได้มาจากกระบวนการนิติบัญญัติ ย่อมเป็นกฎหมายที่ขาดความชอบธรรม ตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย นั่นเอง ดังนั้น 112 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่ชอบด้วยการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง
2)ประเด็นที่ว่า เหตุใดถึงมีการใช้ 112 อย่างยาวนานทั้งๆที่ถ้าว่ากันตามหลักกฎหมายเป็นตัวบทหนึ่งในอีกหลายตัวบทที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ ก็เพราะตามลักษณะสังคมและวัฒนธรรมประเพณีของชนชาติเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความผูกพันกับกษัตริย์อย่างมาก ทั้งคนทั่วไปในสังคมไม่ได้เข้าใจหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง และหากในอดีตจะมีผู้ใดกล้าเสนอให้ยกเลิกหรือแก้ไขในดังเช่นในปัจจุบันก็คงจะโดนโจมตีว่า "ไม่จงรักภักดีบ้าง ล้มเจ้าบ้าง" อย่างที่โดนกันในปัจจุบัน บุคคลในทางการเมืองทั้งหลายจึงไม่อยากยุ่งกับมาตรานี้ เพราะจะโดนแรงสะท้อนจากสังคมอย่างรุนแรง
3)ประเด็นเรื่องที่ว่า "ไม่ได้มีไว้ทำลายหรือใช้เป็นเครื่องมือของใคร การกล่าวโทษว่าคนนั้นใช้ผิดประสงค์ ที่จริงแล้วคงต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ทุกรายไป สิ่งที่สำคัญของตัวกฎหมายนี้ใช้เพื่อประโยชน์ขององค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น" ก็ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป
หากจะยกตัวอย่างกรณีเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมืองก็มีให้เห็นในกรณ๊ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่นิยมระบอบกษัตริย์และในอีกหลายข้อหาที่เกี่ยวข้องในแนวทางเดียวกับ 112
ตัวอย่างของการใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองก็มีในกรณีที่คุณนวมินทร์ใช้ต่อรองกับคุณโชติศักดิ์ในคดีไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ว่าหากฟ้องเขาเป็นคดีอาญา เขาก็จะฟ้องคุณโชติศักดิ์ตาม 112 (จากคำสัมภาษณ์ของคุณโชติศักดิ์) “คู่กรณีจะแจ้งความผมกับเพื่อนในข้อหา “หมิ่นพระบรมฯ” ถ้าผมกับเพื่อนจะดำเนินคดีคู่กรณี" >>ที่มา http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000048141
ทั้งการไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ของคุณโชติศักดิ์ ถ้าว่ากันตามหลักกฎหมายแล้วเขาไม่ควรจะถูกดำเนินคดีตาม 112 เนื่องด้วย ไม่ได้กระทำการใดที่บัญญัติเป็นความผิดตาม 112 เลย การกระทำจึงขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิด(โปรดดูที่ผมวินิจฉัยไว้ในความเห็นที่ตอบคุณ ณัฐพัชร์ ประกอบด้วยนะครับ http://www.ilaw.or.th/node/956#comment-35642) การกระทำของเขาจึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
***ส่วนประเด็นที่ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อวัฒนธรรมประเพณีและความรู้สึกของคนไทย นั้นเป็นประเด็นในทางสังคม ไม่ใช่ประเด็นทางกฎหมาย สิ่งที่เขาควรได้รับคือ มาตราการทางสังคม เช่น คนในสังคมตั้งแง่รังเกียจ แต่เขาไม่ควรจะถูกลงโทษทางกฎหมาย
4) ที่คุณกล่าวว่า "ผมขอถามหน่อยเถอะว่าเป็นการบังควรอย่าถูกต้องแล้วหรือ ทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการยกอำนาจทั้งหมดให้สภา การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับคำว่านายกรัฐมนตรีที่จะเรียกใหม่ว่าปธานาธิป ดี แบบนี้จะถือว่าก่อกบฏในดวงใจของคนไทยทั้งมวลได้หรือไม่" และ "สถาบันฯ ไม่ใช้สัญลักษณ์" ผมจะขออธิบายรวมไว้ในข้อนี้นะครับ
ในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีรูปของรัฐเป็นราชอาณาจักรหรือก็คือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐนั้น จะมีหลักการ "The King Can Do No Wrong" ปรากฎอยู่ (ของไทยเราปรากฎใน รธน ม 195)
หลักการดังกล่าวมีสะาระสำคัญว่า การจะใช้อำนาจใดๆในทางการเมือง ของกษัตริย์นั้นจะต้องมีผู้เสนอให้กษัตริย์พิจารณา กล่าวคือ กษัตริย์จะริเริ่มใช้อำนาจทางการเมืองหรือกระทำการใดๆในทางการเมืองด้วยพระองค์เองไม่ได้ จะต้องมีผู้เสนอขึ้นมา การใช้อำนาจของกษัตริย์จึงอยู่ในรูป Passive และจะต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ กล่าวคือ จะต้องมีผู้กระทำการนั้นแทนกษัตริย์ ในกรณีที่กษัตริย์เห็นชอบตามที่บุคคลนั้นเสนอมา ดังนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่า "กษัตริย์ทรงไม่ต้องรับผิดใดๆในทางการเมือง นั่นก็เพราะพระองค์ไม่ได้กระทำการใดๆเลย" ผู้ที่จะต้องรับผิดหากเกิดความเสียหายก็คือผู้ที่เสนอเรื่องให้กษัตริย์พิจารณาหรือผู้รับสนองพระบรมราชโองการนั่นเอง
***ดังนั้นถ้าจะว่ากันตามหลักการ สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันในลักษณะสัญญลักษณ์ของประเทศ เพราะมิได้มีอำนาจใดๆในทางการเมือง เพราะหากให้สถาบันฯ มีอำนาจทางการเมือง สถาบันฯจะต้องมีความรับผิดทางการเมืองตามมาด้วย
ในข้อที่ว่าเป็นการมอบอำนาจทั้งหมดให้สภาก็ไม่ถูกต้องครับ เพราะตามหลักการดังกล่าวนั้นกษัตริย์ไม่ได้ทรงมีพระราชอำนาจทางการเมืองอยู่แล้ว และตาม รธน ก็กำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนหรือก็คือ อำนาจในการปกครองเป็นของประชาชน ทั้งยังมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจสภาสามารถประกาศใช้กฎหมายได้ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย โดยอาศัย เสียง สส จำนวนตามที่กำหนดใน รธน ยืนยันกลับไปให้ประกาศในราชกิจจาฯได้ ดังนั้นมันจะเป็นการก่อกบฎในหัวใจปวงชนชาวไทยได้อย่างไร เพราะมันเป็นไปตามหลักการของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญครับ
5)ผมได้ให้หลักการพิจารณาไว้แล้วนะครับว่าจะพิจารณาอย่างไรว่าการกระทำใดเป็นความผิดตาม 112 ซึ่งผมก็ได้พิจารณาให้เห็นแล้วว่าข้อความทั้งหลายนั้นไม่ได้เข้าองค์ประกอบภายนอกของความผิดตาม 112 เลย ข้อความดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อความที่ผิดกฎหมาย แม้ว่าคุณจะรู้สึกขัดใจกับข้อความบางข้อความก็ตาม แต่หากว่ามีข้อความที่เป็นความผิดตาม 112 ก็จำเป็นต้องลบอย่างแน่นอนอยู่แล้วครับ
ผมยังขอยืนยันนะครับว่าการแก้ไขหรือยกเลิก 112 (ในส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการแก้ไขมากกว่า) ไม่ได้เป็นการล้มล้างสถาบันแต่อย่างใด เพราะ ไม่ได้กระทำการใดๆให้ที่ทำให้บูรณภาพของสถาบันกษัตริย์สั่นคลอน ดังเช่นการประทุษร้ายหรือการลอบปลงพระชนม์ ซึงเป็นความผิดตาม ม113 เลย
ก่อนอื่นต้องออกตัว ว่าหนักหัวเวียนหัวเมารถ เมาเรือเอาอย่ามากแต่ก็เดินทางกลับมาโดยสวัสดิภาพ
ความเป็นของคุณ โยเยฯ ถูกต้องมากที่สุดแล้วครับ ก่อนอื่นต้องมองกฏหมายไทยเรา ถ้าเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ก็ต้องเกี่ยวหมดไม่ว่าจะจารีต วัฒนธรร ธรรมเนียม ศิลธรรม ศาสนา เรียกได้ว่านี่ก็คือสัญลักพิเศษ ที่ผมไม่ขอพูดต่อเกี่ยวกับ นายโชติศักดิ์ ฯ ส่วนตัวผมไม่คิดว่าศาลคงจะตัดสินให้ผิดในมาตรา 112 ป.อาญา แน่
อยากให้คุณลอง ไปดูแบบ ม.ปลายเค้าเรียนกันก่อน และเพื่อให้ง่ายสำหรับการเข้าถึงและเข้าใจคุณ โยเย ลิ้งนี้ http://nucha.chs.ac.th/1.5.htm และผมจะไม่ขอพูดอะไรอีก เพราะอาจเป็นเรื่องความคิดตามนี้ก็เป็นได้ เพราะการตีกรอบคำและหาความหมาย "หมายถึง...?" มันยากกว่าการ กาตอบคำถาม
ส่วนเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมือง ผมไม่มีข้อคิดแย้งคุณเลย ผมยังเห็นว่าขัดกันระหว่างหลัก"นิติรัฐ"กับ"นิติธรรม" มันไม่สอดคล้องกัน แต่โดยส่วนตัวผมยังเชื่อมันในระบอบประชาธิปไตยต่อบวนการของศาล ในการตัดสินตามความผิดด้วยมาตราของกฏหมาย
การที่พูดต่อไปนี้เหมือนวิจารณ์ ฯ มากกว่าคิด ผมเองไม่ชอบความคิดและการกระทำของคุณ ตะวัน ฯ (สีแห่งพระอาทิตย์)เหมือนคนเห่าหอน โน้มนาวชักจูงคิดแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 50 โดยไม่ผ่านรัฐสภา ที่คิดลิปลอนสิทธิ์ของพระองค์ ในชื่อว่า "รู้เท่าทันรัฐธรรมนูญ" ผมอยากบอกเจ้าคนนี้จริงๆ เด็ก ม.4 เข้าก็รู้
ผมก็แสดงความคิดโดยมีเจตนาบริสุทธิ์ ควรมิควรโปรดอภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ก่อนอื่นผมขออกตัวก่อนนะครับ ว่า ผมไม่แน่ใจว่าที่คุณแสดงความคิดเห็นมานั้น คุณแสดงความคิดเห็นโต้แย้งความคิดเห็นผม หรือ เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นในอีกเรื่อง และหากคุณโต้แย้งผมผมก็ไม่ทราบว่าคุณแย้งผมในเรื่องอะไร เพราะข้อความของคุณเป็นไปในลักษณะเหมือนจะโต้แย้งแต่ก็ไม่ได้โต้ในประเด็นหลักๆ อีกทั้งไม่ได้แยกประเด็นที่จะโต้แย้งผมให้ชัด ดังนั้น ผมจึงขอแกะประเด็นที่ผมพอจะจับได้จากความคิดเห็นของคุณ เพื่อแสดงความคิดเห็นแย้งในบางประเด็นนะครับ
1)ในเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ ผมยังยืนยันว่ากษัตริย์ตามระบอบประชาธิปไตยนั้นพระองค์ไม่ทรงมีอำนาจใดๆในทางการเมือง ตามหลัก The King can do no wrong ซึ่งเป็นหลักการสากลที่มีประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีรูปของรัฐเป็นราชอาณาจักรหรือมีกษัตริย์เป็นประมุข
พระราชอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ พระองค์จึงไม่อาจริเริ่มใช้พระราชอำนาจใดๆในทางการเมืองได้ การจะยกอ้างจารีตประเพณีในเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ในอดีตบางประการมาเทียบเคียงนั้นไม่อาจทำได้ เพราะ ในอดีตนั้นเราปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่ง พระราชอำนาจของกษัตริย์อยู่ในลักษณะที่ "เด็ดขาด(Absolute)" ไม่ถูกจำกัดด้วยอำนาจใดๆ
ส่วนในเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน ตาม มาตรา 3 รธนนั้น ปรากฎในลักษณะดังนี้
อำนาจนิติบัญญัติ โดย การลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายซึ่ง มีผู้เสนอขึนมา เช่น ประธานวุฒิสภา
อำนาจบริหาร เช่น การลงพระปรมาภิไธย แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ ซึ่งมีประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนองฯ
อำนาจตุลาการ เช่น การแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ
หากสังเกตจะพบว่าการกระทำทุกอย่างนั้นจะต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ หรือกล่าวได้ว่าจะต้องมีผู้เสนอขึ้นไปให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย พระองค์มิได้ริเริ่มทำการนั้นๆเองแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปตามหลักการข้างต้นที่กล่าวไว้
ส่วนพระราชอำนาจที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นไปตามจารีตฯ ซึ่งไม่ได้ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย แต่ก็มิใช่อำนาจในทางการเมือง
ดังนั้น สถาบันกษัตริย์จึงเป็นองค์กรหนึ่งของรัฐที่มีลักษณะเป็น สัญลักษณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในรัฐ และมิได้มีอำนาจใดๆในทางการเมือง
2) ในเรื่อง นิติรัฐ และนิติธรรม นั้นผมไม่ทราบว่าคุณเข้าใจตรงกับผมหรือไม่และผมไม่ทราบว่า นิติรัฐและนิติธรรม ตามเข้าใจของคุณเป็นเช่นใด หากหลักการที่ผมอธิบายไปไม่ตรงกับความเข้าใจของคุณก็โปรดอธิบายหลักดังกล่าวตามความเข้าใจของท่านมาพร้อมแหล่งอ้างอิง เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะเป็นอย่างที่คุณกล่าว การตีกรอบคำหรือการให้คำนิยามนั้น เป็นเรื่องยาก แต่ในเบื้องต้นผมขออธิบายง่ายๆดังนี้
หลักนิติรัฐ(The Rule of law)ประกอบด้วย(ในการแบ่งหลักการย่อยอาจมีการแบ่งที่ต่างจากนี้)
1.หลักไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจ
2.หลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน
3.หลักการแบ่งแยกอำนาจ
4.หลักความเป็นอิสระของตุลาการ
5.หลักความเป็นสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
หลักนิติธรรม(Rule of law) ประกอบด้วย
1.ไม่มีบุคคลใดถูกลงโทษหรือถูกกระทบซึ่งสิทธิและร่างกาย เว้นแต่มีการกระทำซึ่งขัดต่อกฎหมายที่ตราขึ้นด้วยกระบวนการปกติธรรมดา และศาลปกติธรรมดาวินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายนั้น นั่นหมายความว่า Rule of Law ตรงกันข้ามกับระบบการปกครองที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือ มีดุลพินิจ 2. ไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย บุคคลอยู่ภายใต้กฎหมายปกติธรรมดา และอยู่ภายใต้ระบบศาลปกติธรรมดาอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นการสร้างระบบศาลเฉพาะสำหรับฝ่ายปกครองจึงไม่เป็นไปตาม Rule of Law 3. สิทธิและเสรีภาพใน Rule of Law เกิดจากการรับรองโดยกฎหมายปกติธรรมดาหรือศาลปกติธรรมดา ไม่ใช่เกิดจากรัฐธรรมนูญ
หลักการทั้ง 2 นั้นมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่หลักการทั้งสองก็มีสิ่งที่ต่างกัน
"เมื่อพิจารณาทั้งสองข้อความคิดนี้แล้ว เราอาจสรุปความแตกต่างของ “นิติรัฐ” และ “นิติธรรม” ได้ดังนี้
๑. พิจารณาจากต้นกำเนิด ข้อความคิดเรื่อง “นิติรัฐ” มีวิธีการศึกษา (Approach methodology) ตั้งต้นเริ่มจากรัฐ เพราะเป็นธรรมเนียมของนักกฎหมายมหาชนและนักปรัชญาภาคพื้นยุโรปที่มุ่งเน้น ศึกษาทฤษฎีว่าด้วยรัฐเป็นสำคัญ กล่าวคือใช้ข้อความคิดว่าด้วย “รัฐ” เป็นวัตถุแห่งการศึกษา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกฎหมายนั่นเอง ในขณะที่ข้อความคิดเรื่อง “นิติธรรม” นั้นมีต้นกำเนิดจากความหวั่นเกรงการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐ หลักนิติธรรมจึงมุ่งหมายไปที่การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชน กล่าวให้ถึงที่สุด หลักนิติรัฐเป็นมุมมองจากรัฐ แต่หลักนิติธรรมเป็นมุมมองจากปัจเจกชน
๒. พิจารณาทางภาษาศาสตร์ คำว่า Law ในภาษาอังกฤษ หากแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสและเยอรมันแล้ว มีสองคำ หนึ่ง คือ Droit (ฝ.) หรือ Recht (ย.) ซึ่งหมายถึงกฎเกณฑ์ทางกฎหมายทั้งหมด และสอง คือ Loi ซึ่งหมายถึงเฉพาะกฎหมายที่ตราขึ้นโดยองค์กรนิติบัญญัติ ในขณะที่คำว่า Droit ของฝรั่งเศสนั้น นอกจากจะหมายความว่า “กฎหมาย” (Law) ได้แล้ว ยังหมายความว่า “สิทธิ” (Right) อีกด้วย
๓. พิจารณาทางเนื้อหาสาระ หลักนิติรัฐเกี่ยวกับกรณีที่รัฐยอมตนลงมาอยู่ภายใต้กฎหมาย (หรือที่เรียกว่า Autolimitation ซึ่งความคิดนี้นักกฎหมายเยอรมัน เช่น Jellinek และ Ihering เป็นผู้ริเริ่มแต่นักกฎหมายฝรั่งเศสเช่น Duguit และ Hauriou ไม่เห็นด้วย) เป็นเรื่องของโครงสร้างลำดับชั้นทางกฎหมาย (Hiérarchie des normes) เป็นเรื่องของหลักความชอบด้วยกฎหมาย (Principe de légalité) ที่สถาปนาให้กฎหมายเป็นทั้งที่มาและข้อจำกัดของอำนาจมหาชน (Sources et limitations) เป็นเรื่องการแบ่งแยกอำนาจอย่างสมดุล (Séparation des pouvoirs) และเป็นเรื่องบทบาทขององค์กรตุลาการในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและ ความชอบด้วยกฎหมาย (Contrôle juridictionnel) ในขณะที่หลักนิติธรรมนั้น ไม่มีกรอบความคิดที่เป็นระบบระเบียบเท่ากับหลักนิติรัฐ แต่สร้างหลักขึ้นมาเฉพาะเรื่องเฉพาะราวตามแนวคิดเสรีนิยม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้พ้นจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของ รัฐ กล่าวให้ถึงที่สุด หลักนิติรัฐของภาคพื้นยุโรป เน้นที่รูปแบบ-โครงสร้าง (Forme-Structure) และวิธีการในการไปให้ถึงเป้าประสงค์ (Moyens) ในขณะที่หลักนิติธรรมของแองโกลแซกซอนเน้นที่เนื้อหา (Substance) และกระบวนการ (Procédure)
๔. พิจารณาจากสกุลกฎหมาย หลักนิติรัฐกำเนิดและพัฒนาในสกุลกฎหมาย Romano-Germanic ซึ่งยอมรับการแบ่งแยกกฎหมายเอกชน-กฎหมายมหาชน ยอมรับความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ในขณะที่หลักนิติธรรมกำเนิดในสกุลกฎหมายแองโกล-แซกซอน ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกกฎหมายเอกชน-มหาชน ไม่มีการแบ่งแยกศาลยุติธรรม-ศาลปกครอง และยอมรับความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (Suprématie du Parlement)"
ที่มา http://www.enlightened-jurists.com/directory/16/Rule%20of%20%20Law.html
ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว แม้ทั้งสองหลักการจะมีสิ่งที่ต่างกันก็เป็นเพียงปัจจัยภายนอก ในเรื่องของสาระสำคัญของหลักการทั้งสองนั้น มิได้ต่างกัน คือมุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ด้วยการจำกัดอำนาจรัฐ การที่คุณกล่าวว่าหลักการทั้ง 2 ขัดกัน ไม่สอดคล้องกันผมจึงไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้นัก
ผมเล่าเรื่องสมมุติ วัตถุประสงค์ ฯ เพื่อความบันเทิง ไม่ได้หลายถึงผู้ใด คนหนึ่งคนใด ตัวละครจึงใช้ นาย ทุนใหญ่ กับนาย นิติศาสตร์ ดีมาก
นาย นิติศาสตร์ ดีมาก รับผลประโชนย์ จาก นาย ทุนใหญ่ เป็นที่ถูกสังคมประนามจนต้องออก และหนีไป นาย ทุนใหญ่ คนนี้อยากกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จ่ายเงินหลายล้านบาท เพื่อให้แก้ข้อกฏหมายหลายๆฉบับ และต้องให้่ได้ กลุ่มคนพวกนี้จะแก้กฏหมายหลายๆฉบับได้ยังไง เลยจ้างคนจำนวนหนึ่งไม่มากนักเพราะว่าเสียดายตังค์ น้องๆ มาทำงานกับอา สบายอยู่กลับบ้านก็ทำได้ มีอีเมลมั้ย ได้เยอะ เป็นพัน เป็นหมื่น อย่างคนนั้น (เรียนแบบขายตรง)
บอกไป โพสตามนี้เถอะ รอด ไม่ถูกดำเนินคดี ใครละจะจับได้ ติดกลับเราแล้วด้วยเบ็ต ขนาด ม.112 เป็นอาวุธ คมแบบ 2 ด้านเลยฉับๆ ไปเลย นาย ทุนใหญ่ จะได้กลับมาอย่างพระราชาเราจะได้เงินกันอีกบานเบ๊อะ
.................................................................
ข้อความข้างบนถ้าไม่ใช้เพียงเพื่อความบันเทิง แต่ถ้าเอาไปใช้ทำลายคนละ ความเสียหายก็จะเกิดกับ นาย นิติศาสตร์ ดีมาก อย่างเช่นการกล่าวในเว๊ปไซต์ต่างๆ ที่กล่าวหาสถาบัน ฯ อย่างทุกวันนี้
.....ในสังคมไทย..สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ..คือ...หลักเหตุผล..ความจริง...ความถุกต้อง..เป็นธรรม....การเปลี่ยนแปลงมีทุกยุคทุกสมัย...แต่ที่ต้องเรียนรู้การเข้าใจในราก...ของความสัมพันธ์ของระบบสังคมไทย...ประเด็นของการใช้การยอมรับ...ต้องอยู่บนรากฐานของความมีเหตุผลที่เป้นธรรม...แต่ประการหนึ่งที่สำคัญคือ...นิติธรรม..นิติรัฐ..กฎหมายอะไรไม่สำคัญเท่า...ความเป็นธรรม..ที่ผ่านการตรองด้วยเหตุผล...ที่ถุกต้องเป็นธรรม...สิ่งสำคัญที่คนไทยควรตระหนัก..คือการรู้รักสามัคคี...ความปรองดองของคนในชาติ...คือความั่นคงของชาติ...ในประเด็นที่จะถกกันในเชิงวิชาการ...อันนี้พอเข้าใจแต่อาจจะไม่สำคัญเท่าใดนักหากจะต้องตีความและยึดติดเพียงเป้าหมาย...แง่มุม..ในกรอบวิชาการ..ทีสำคัญ..ต้องเข้าใจบริบททางสังคม...ของความเป็นชาติ...การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อ...แต่ความเป็นชาติ...และความีศักดิืศรี....ต้องเรียนรู้เข้าใจ..อยากลองยกตัวอย่างให้เห็นชัด...ชาติไทยน่าชื่นชมยินดี..ขนาดไหน...ต้องสึกาาอย่างรอบด้าน..โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์...ที่สำคัญ...จะเห็นภาระกิจของผู้นำ..ที่ต้องประเมินรอบด้าน...เรียนรู้ความเป็นชาติไทยให้มาก...มีรากเหง้ามาอย่างไร..แตกต่างจากอเมริกา..เยอรมัน..อังกฤาอย่างไร..แง่มุมไหน...แต่ที่สำคัย...อยากให้ดู้...ประเทสภูฎาน....โดยสรุป...ผมคิดเห็นว่าำสหรับประเทสไทยนั้น...ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตรืตนให้มากๆ....และจะรักประเทส...พี่น้องประชาชน...มากขึ้น..เข้าใจเข้าถึงพัฒนา...อย่้าติดหล่มทางความคิด....จนอยู่ในกับดักของความคิดตนเอง...แต่ให้มองประโยชนืดดยรวมของชาติเข้าไว้...ก่อนที่พื้นที่ความเสรีแห่งความเป็นไทยจะหมดไป...